Watcharawuth's profileWatcharawuth's online No...PhotosBlogListsMore Tools Help

Watcharawuth's online Notes

Space Physics, Computer, History

Watcharawuth Krittinatham

Photo 1 of 246

Windows Media Player

ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
No list items have been added yet.
June 01

รายงานการเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ 2 วันสุดท้ายที่คาดไม่ถึง

 

และแล้วก็มาถึงวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ Newark, Delaware สำหรับทริปนี้  วันนี้มีนัดต้องไปปรึกษากับ โปรเฟสเซอร์ แต่ก่อนจะไปก็ขอเก็บภาพ เช้าวันอากาศดีๆ เสียหน่อย

P5290051 P5290052 P5290053  P5290054 P5290057  P5290059   P5290064 P5290065 P5290068 P5290069 P5290072 P5290077 P5290073 P5290083 P5290081 P5290085 P5290088 P5290089 P5290090

แล้วก็มาถึง Sharp Lab จนได้(ภาพสุดท้าย) วันนี้ต้องคืนกุญแจตึกและบัตร UD1Card  แล้วก็ไปคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษา  ยังเสียดายอยู่ที่สั่งของฝากจากเมืองไทยแล้ว ของไม่มาสักที ไม่รู้ไปอยู่ไหน คงจะต้องส่งของฝากมาให้ทุกคนทีหลังเสียแล้ว   แต่พอกลับจากปรึกษากับจอห์นเป็นครั้งสุดท้ายของทริป  มาที่โต๊ะก็ได้รับอีเมล์ จาก เจนนิเฟอร์(เจ้าหน้าที่ธุรการ) ให้ไปรับพัสดุ  ก็อารามวิ่งขึ้นไป จนโอ้!!! พบแล้ว หลังจากรอมานานหลายวัน เจ้ากล่องพัสดุบรรจุของที่ระลึกมาในคราบของกล่องไปรษณีย์ไทย ท่าทางน่าสงสัย  แถมยังมีร่องรอยถูกตรวจค้นของด้านในด้วยซ้ำ  แสดงว่ากล่องมันน่าสงสัยมากจนต้องแกะตรวจกันเลยทีเดียว(ทำไม่สแกนเอา หรือว่ามันสแกนเอาน่อ) ทำให้ของส่งมาช้านี่เอง  แต่ก็ยังดีกว่าไม่มาหรือมาหลังจากอาทิตย์นี้  ว่าแล้วก็จัดแจงแจกจ่ายของที่ระลึกให้เจ้าหน้าที่และโปรเฟสเซอร์ทั้งหลายที่รู้จักกัน   รวมทั้งเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ คนไทยแห่ง U of Delaware เสียด้วย 

จากนั้นก็กลับมาเก็บของ รอเอาเงินค่าประกันคืนด้วยใจระทึกกลัวว่าเค้าจะหักค่าของเสียหาย แต่สุดท้ายก็รอดได้ของมาเต็มจำนวนน  ตั้งนาฬิกาปลุกตี 2  เพราะนี้ดกับปอยจะมารับตอนตี 4  แต่ดด้วยความดีใจหรือตื่นเต้นอะไรไม่รู้ ขนาดกินยานอนหลับแล้วก็ไม่หลับ ดันมาหลับเอาตอนเกือบห้าทุ่ม   ก็หลับไป   สะดุ้งตื่นมาอีกทีด้วยเสียงโทรศัพท์(อ่าวแล้วทำไม่มีเสียงปลุก) ปอยโทรมาบอกว่าตีสี่แล้ว จะออกจากบ้านมารับแล้ว  เห??? อำรึเปล่า หรือว่าฝันไป???  บ้าน่าพึ่งหลับไปเมื่อกี้เองนะ จะตีสี่ได้ไง  กดเชคเวลาในโทรศัพท์ ตีสี่แล้วจริงๆ ด้วย !!!!!!!

รายงานการเดินทางกลับสู่มาตุภูมิ 1 สัปดาห์สุดท้ายอันยุ่งยาก

 

หลังจากสัปดาห์อันยุ่งยาก ทั้งการแกะและถอดจักรยานพี่แป้ง ที่ร่ำๆ ว่าจะถอดส่งทางไปรษณีย์ UPS แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถหากล่องที่มีขนาดพอเหมาะกับจักรยาน ถ้าจะซื้อกล่องสำหรับจักรยานโดยเฉพาะ คุณลูกค้าที่ New Hamshire ก็ไม่เอาอีก 

 

ดังนั้นจึงต้องประกอบจักรยานกลับเข้าสู่สภาพเดิม  แต่ทว่า.... เนื่องจากอุบัติเหตุบางอย่าง ทำให้โซ่จักรยานพลิกกลับไป เป็นปมที่ผิดปกติ  ทำกลับยังไงก็ไม่ได้  ค้นหาคำตอบผ่านลุงกูเกิล ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ แถมยังได้คำตอบมาอีกว่า  ได้ปมแบบที่เราเจอน่ะ ถ้าโซ่ยังติดอยู่กับตัวล๊อคน่ะ มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น?!!!!!  อ้าว ก็มันเป็นไปแล้วอ่ะ  

 

P5250010ปมแบบนี้อ่ะ

เห็นกับตาก็รู้ว่ามันเกิดจากการบิดเข้ามาด้านเดียวกันแน่นอน แต่ว่าเนื่องจากโซ่จักรยานไม่ใช่เชือกกล้ว จะให้บิดกลับง่ายๆ ต้องใช้กำลัง สเปซ กันพอตัว กว่าจะบิดกลับได้ก็ใช้เวลาพอสมควร จนในที่สดก็ประสบความสำเร็จ T_T เย้ ไม่พังแล้ว    จากนั้นก็จัดแจงถ่ายรูปประกาศขายใน UD classified ซึ่งเป็นระบบซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าของมหาวิทยาลัย ในนี้มีทั้ง ประกาศพาหนะ ตั้งแต่จักรยาน มอเตอร์ไซด์ ไปถึงรถยนต์  ประกาศหาที่พัก ประกาศหารูมเมท  ประกาศคนมาเช่าห้องต่อ ประกาศขายอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์  ประกาศหางานพิเศษทำ ฯลฯ     ทันทีที่ประกาศไปตอนเที่ยงคืนวันอังคาร ก็มีคนมาขอดู เรารึก็ตั้งราคาไว้ 149 USD พี่ก็ต่อซะเหลือ 70 เราบอกหยวนๆ น่าราคานี้ไม่ได้นะ มีคนฝากขาย เจ้าของเค้าไม่อยากได้ต่ำกว่า 120 USD(^_^) พี่ก็นัดเวลามาดูจักรยาน พอมาถึงไม่ลองขี่ อะไรเลยก็ติว่าเล็กไปกับเป็นจักรยานผู้หญิง  เอ่อแต่เจ้าของก็ไม่ได้ต่ำกว่าคุณพี่เลยนะ สุดท้ายรายแรกก็จอดสนิท   หลังจากนั้นก็มีคนเมล์มาติดต่อหลายคน บ้างต่อราคาเหลือ 60 ก็ยังมี (~_~) โอ นี่มันจักรยาน Road Bike 21 Speed Aluminium  ซื้อมา 300 USD ถึงจะใช้มา 3 ปี แต่พี่ใจร้ายให้ 60  จนมาเจอะนายคนหนึ่งที่ไม่ต่อราคา แต่ขอดูของก่อนเลย เป็นเด็กวิศวะเคมี   มาถึงๆ ก็จับๆ ลูบๆ บอกเอาไปลองขี่ได้นะ  ก็เอาไปลอง(ในใจกลัวว่าจะปั่นหนีไปเลย) แล้วก็เอากลับมาส่ง  เค้าขอ 120 เราไม่ให้ เพราะเราให้ได้มากสุด 140 แต่สุดท้ายก็มาพบกันครึ่งทางที่ 130  ก็ได้ไป  คุณน้องก็ไปเบิกเงินสดมาให้(ไม่รับเช็คครับ จะกลับแล้ว)

 

P5260033โฉมหน้าจักรยานของพี่แป้ง TREK 7100 Multitrack ของดีขนาดนี้ต่อเหลือ 60 ทำไปได้

 

แล้วก็เดินตัวปลิวกลับไปทำความสะอาดห้องนอน ห้องน้ำ แล้วเก็บของใส่กระเป๋าให้เรียบร้อย  ชั่งน้ำหนักกระเป๋าไม่ให้เกิน 50 ปอนด์ ต่อใบ เรียบร้อย ก็หลับนอน

บรรยากาศมหาวิทยาลัยเดลาแวร์ วิทยาเขตกรีน

 

P5250011  P5250012   P5250013 P5250019P5250020P5250022

P5250030P5250016 P5250017 P5250024 P5250029

May 19

โฆษณาเก่าๆ

 

ชอบเพราะเพลงเพราะอย่างเดียวเลย  ดูแล้วอยากนั่งรถไฟ

มา Generate ชื่อตัวเองเป็นซื่อญี่ปุ่น

ลองเล่นดูที่  http://rumandmonkey.com/widgets/toys/namegen/969

โดยใส่นามสกุลก่อนแล้วค่อยตามด้วยชื่อ  ทั้งหมดต้องเป็นภาษาอังกฤษนะ     จากนั้นก็เลือกเพศ ว่าเป็นชายหรือหญิง

อันนี้ได้จากการเคาะ space bar ระหว่างนามสกุล กับ ชื่อจริง สองครั้ง

*************************************************************************************************

My authentic japanese name is 中澤 Nakazawa (within a swamp) 明 Akira (bright).
Take your real japanese name generator! today!
Created with Rum and Monkey's Name Generator Generator.

*************************************************************************************************

-*- นากาซาวะ  อากิระ  แปลว่า แสงสว่างที่อยู่ ในบึงน้ำ ????  แปลกๆ แฮะ yenta4-emoticon-0025

พอลองเคาะ space bar แค่ครั้งเดียวมั่ง ก็ได้เป็น

 

*************************************************************************************************

My authentic japanese name is 中澤 Nakazawa (within a swamp) 溌春 Hatsuharu (vigorous spring time).
Take your real japanese name generator! today!
Created with Rum and Monkey's Name Generator Generator.

*************************************************************************************************

นากาซาวะ ฮัทซึฮารุ แปลว่า  ฤดูใบไม้ผลิอันกระฉับกระเฉง ในบึงน้ำ  นี่ก็พิลึกไม่แพ้กัน

ของนู๋แม้วมั่ง

**********************************************************************************************

My authentic japanese name is 福田 Fukuda (fortunate rice field) 久美子 Kumiko (eternal beautiful child).
Take your real japanese name generator! today!
Created with Rum and Monkey's Name Generator Generator.

***********************************************************************************************

ฟูคุดะ  คูมิโกะ  แปลว่า เด็กน้อยที่งามเป็นนิรันดร์  กับ ทุ่งข้าวแห่งโชคดี  (อืมความหมายของชื่อนี่คล้ายๆ ชื่อจริงในภาษาไทยเลย) >_<

May 07

สบายดีหลวงพระบาง (Sabuydee Luang Phra Bang)

 

กลับไปเมืองไทยก็ได้ดูพอดี

 
May 02

Hana-mi (ไม่ใช่ข้าวเกรียบรวยเพื่อนนะ)

หายไปนานเลยเนอะ ตั้งแต่เริ่มเล่น hi5 ก็แทบไม่ได้มาแวะเวียนมาเขียนอะไรลงในสเปซเลย เพราะ hi5 คนเล่นเยอะ ทำให้เจอเพื่อนๆ รุ่นน้อง รุ่นพี่  ตั้งแต่สม้ยเรียนมัธยม มหาวิทยาลัย ทั้งจาก มช. จุฬา มหิดล บูรพา  (แต่ยังตามหาเพื่อนสมัยประถมไม่เจอสักคน)   ถึง ฮิห้า จะคนเล่นเยอะแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งเป็นจุดด้อยของ hi5 ก็คือไม่ค่อยสนับสนุนการเขียน blog เท่าไหร่  จัดหน้าไม่ค่อยสวยหรือมีอิสระเท่ากับ space และผู้ให้บริการ blog แบบฟรีเจ้าอื่นๆ   รวมทั้งไม่ compatible กับ Windows Live Writer เหมือน space.live หรือ e-blogger 

เข้าเรื่องดีกว่า พูดถึงนี่ก็เข้าฤดูใบไม้ผลิมาตั้งนานแล้ว  เมื่อช่วงต้นเดือนเมษาก็ไปวอชิงตันดีซีเป็นครั้งที่สองในชีวิต เพื่อไปดูเทศกาลซากุระบานแถวๆ capitol mall (ที่เคยไปเมื่อตอนคริสต์มาส)

  P3290005 จากในรถ พร้อม GPS นำทางกับนีโม (ของใครเนี่ย)

ไปกันห้าคนห้าชีวิตปลอดภัยในวอลโวของ Need สักชั่วโมงกว่าๆ ก็ไปถึง วอชิงตัน

P3290020 อย่าลืมจ่ายค่าทางด่วน

 

P3290022 มุดอุโมงค์อีก

 

P3290036 แล้วก็มาถึงวอชิงตัน ดีซี  ข้างหน้าคือ Lincoln Memorial ที่เคยไปถ่ายรูปเมื่อตอนคริสต์มาส

 

หาที่จอดรถกันเสร็จสรรพเดินไปยังบริเวณทะเลสาปที่เค้าปลูกต้นซากุระจากญี่ปุ่นไว้

 P3290061 ดูเหมือนว่า สมาชิกสมาคมคนไกลแฟนทั้งห้า จะต้องโทรศัพท์รายงานกันทุกคนเลย

 

P3290075 เติมพลังงานกับอาหารทะเลสดใหม่จากท่าเรือ

 

P3290080 กินกันตรงนี้แหละไม่สนใจใครซะแล้ว

P3290099ดูบรรยากาศ

 P3290101มุมใกล้

 

 P3290119Washington Monument

 P3290118สองคนสองคม(ระวังบาดทะยัก)

 

P3290142  P3290152 P3290143  P3290180 P3290184 (137)P3290184 (5) P3290183  P3290184 (30)  P3290184 (109) P3290184 (101)  P3290184 (98) 

เดินไปถ่ายรูปไปนานหลายชั่วโมงทีเดียวกว่าจะได้ฤกษ์กลับ เพราะแสงไม่ค่อยมีแล้ว  เราก็ไปแวะซื้อของที่ร้าน grocery คนไทย ไปซื้อขนมกับเครื่องปรุงจากเมืองไทย  และสุดท้ายคือการไปกินซูชิที่ดีซี  กว่าจะไปถึงประตูห้างก็ปิด แต่สามารถเข้าทางลานจอดรถที่ค่อนข้างลึบลับเพื่อเข้าไปในห้างได้  เมื่อชมทั้งดอกไม้จากญี่ปุ่นและอาหารญี่ปุ่นแล้วก็ได้เวลากลับซะที  แต่วันสงกรานต์ก็จะกลับมาดีซีอีกเป็นครั้งที่สาม  ช่างผูกพันกับดีซีเหลือเกิน

April 17

สงสารน้อง Space

ไม่ได้เข้ามาเขียนอะไรในสเปซเลย ตั้งแต่มี Hi5 ที่พาเราไปพบ เพื่อนเก่าเพื่อนแก่ รุ่นน้องรุ่นพี่ ที่ไม่เคยเจอกันเลย

สเปซดีกว่า hi5 หน่อยก็ตรงที่มันสนุบการเขียน blog มากกว่า แต่ไม่ค่อยสนับสนุนการอัพรูปเท่าไหร่ ช้ามาก แถมโหลดดูรูปก็ช้า ไม่เหมือน  hi5 กับ multiply 

ได้อย่างเสียอย่างจริงๆ

February 16

Always : Sunset on the third street : ภาค 2

 

ประทับกับภาคสองของภาพยนตร์ที่เคยทำให้หลายคนยิ้มทั้งน้ำตา

January 19

Aru e No Tobira : by I WISH

 

มิวสิควิดีโอ 1  ของวง I WISH  

 

 

 

อันนี้นักร้องจากแดนโสม มาออดิชันในญี่ปุ่น ชื่อว่า Younha  ใช้เพลงนี้เช่นกัน

ตอนนี้ก็ดัง ออก Debut Single เพลง Houshi Boshi(Abandoned Star) ไปแล้ว

 
January 14

Mad TV by Fox : iRack & iRan

แมดทีวีตอนนี้ไม่ได้แค่แซวบริษัทแอปเปิล  แต่กัด ประธานาธิบดี กับนโยบายการทหารและการต่างประเทศของสหรัฐฯ อย่างเจ็บแสบ และฮามาก

 
January 13

Trip Washington 2&3

 

โปรแกรมท่องเที่ยววอชิงตัน วันที่ 26 และ 27 ธันวาคม ถูกวางแผนขึ้นในคืนวันที่ 25 ตามกำหนดการเดิม เช้า 26 จะเดินไปที่ Washington Monument เพื่อขึ้นไปยังยอดบนสุด รวมทั้งเที่ยวบริเวณนั้น ไปจนถึง Lincoln memorial แล้วตอนบ่ายค่อยเข้าไปเที่ยวในพิพิธภัณฑ์ตามความสนใจของแต่ละคน ทว่าหลังจากออกเดินทางแต่เช้า แวะกินแซนด์วิชและน้ำดื่มกันพออิ่ม แล้วเดินไปถ่ายรูปหน้า capitol ท่ามกลางอากาศขมุกขมัว ท่าทางพยากรณ์อากาศจะแม่นจริงว่าฝนจะตก แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าจะตกเร็วขนาดนี้ (คิดว่าจะตกตอนบ่าย แถมมีโอกาสตกแค่ 30%)

IMG_0322

รูปหมูเอ๊ย รูปหมู่ ณ หน้า CAPITOL

PC260078

Smithsonian Information Center

หลังจากแวะชม  Smithsonian Information Center ได้สักพัก ปรากฎว่าฝนก็ปรอยๆ ลงมา จึงต้องเปลี่ยนแผน ด้วยการเข้าชมพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแทน โดยแยกย้ายกันไปแล้วแต่ความสนใจจากนั้น ตอนเที่ยงเหล่ารหัส 42 ผู้เฒ่าฟิสิกส์ ทั้งหลายก็แยกตัวไป Air and Space Museum กันก่อน  ปล่อยให้พวกเด็กๆ ซึ่งมีเค้าดูต่อไป

PC260049

งานศิลปะ หน้า Air and Space Museum หลายคนบอกว่าไม่เข้าใจว่าเสานี้หมายถึงอะไร บ้างก็เดาว่าเจ้าลูกกลมที่มีเข็มชี้ออกมาเหมือนดาวฤกษ์มั่ง แต่สำหรับคนเรียนดาราศาสตร์หรือฟิสิกส์ดาราศาสตร์มาอย่างข้าพเจ้า  มองว่ามันอาจจะใช้แทนหลุมดำ(black hole) หรือ protostar ที่มี จานสะสมมวล accretion disk (ดาวแฉก หกอันนั้นรวมกันแล้วเหมือนมาก) ส่วนเสาสีเงินก็คือ ลำอนุภาคหรือรังสีที่ถูกยิงออกมาจากขั้วแม่เหล็กที่เส้นสนามถูกบิดอันเนื่องมาจากการหมุนรอบตัวเองด้วยความเร็วสูงของหลุมดำหรือ protostar  จนเส้นสนามแม่เหล็กบิดพันกันดูเหมือนเส้นเชืกเส้นเล็กๆที่พันรวมกันเป็นเส้นเชือกที่ใหญ่ แล้วกักอนุภาคพลังงานสูงที่ถูกยิงออกมาไว้ภายใน จนเห็นเป็นลำแสงออกมาจากขั้วทั้งสองเรียกว่า Bipolar Jet (-_-!) จินตนาการบรรเจิดมาก  แถมรูปเปรียบเทียบด้วย

 

 

ซึ่งแน่นอนว่าการฝ่าฝนออกมาคงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่เราก็ไปยังฝ่าไป Air and Space Museum จนได้ แล้วก็ประทังหิวด้วยที่ร้านแมคโดนัลด์ รอพวกเด็กๆ มารวมกันแล้วค่อยฝ่าฝนกลับโรงแรมที่พักเป็นอันจบวันอันเปียกโชกและหนาวเหน็บ แต่ก็ได้ความรู้กับของที่ระลึกกันพอหอมปากหอมคอ  หลังจากนั้นก็ไปหาอาหารไทยกินกันที่ร้าน Thai Tanic หลงทาง กับวนหาที่จอดกันนานพอควร แต่ก็คุ้มค่า ได้ลิ้มรสอาหารไทยที่ไม่ได้กินมานานเกือบเดือน  และต้องขอบคุณเจ้าของร้าน Thai Tanic , Washington DC ที่แถมกล้วยทอดราดน้ำผึ้งมาเป็นของหวานปิดท้ายให้ เด็กน้อยผู้หิวโซทั้ง 7 ได้ลิ้มลอง  ขอบคุณครับไว้มีโอกาสจะกลับไปเยี่ยมเยือนใหม่

 

IMG_0814

รูปหมู่หน้าร้าน Thai Tanic

 

ส่วนวันที่สองเราก็ตื่นกันแต่เช้าแล้วไปจองตั๋วขึ้นไปบนยอด Washington Monument  ถ่ายภาพหมู่หน้า Linconl Memorial แล้วกลับมา Washington Monument แล้วก็แยกย้ายไปพิพิธภัณฑ์เช่นเดิม วันนี้ไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะมา เหอๆ

IMG_1061

Lincoln Memorial

IMG_0085 

Washington Monument

IMG_1125

IMG_1085

รูปหมู่ก่อนขึ้นลิฟต์ไปบนยอด Washington Monument

 

PC270204

Washington Monument เมื่อถ่ายจากหน้า Lincoln Memorial  บริเวณ Reflectionpool มีนกเป็ดน้ำเต็มไปหมด ป่าด้านข้างก็มีแต่กระรอก

 

ส่วนรูปก็เอาไปอัพโหลดไว้ใน eddalion.Hi5.com หนา เพื่อนๆ คนไหนอยากดู ก็เข้าไปดูได้ ทำรูปแยกไว้ทั้งสามวัน เหตุที่ต้องเป็น hi5.com เพราะเราพบว่า พวกเพื่อนพี่น้อง ตั้งแต่สมัย ม.ปลาย ป.ตรี ป.โท และ ป.เอก ทุกคนไปปรากฎตัวอยู่ใน hi5 กันถ้วนหน้า สำหรับขาประจำผู้ติดตามอ่าน blog นี้รวมทั้งคอมเมนท์ให้พอได้ชื่นใจว่าอย่างน้อยก็มีคนที่อ่าน Blog ข้าพเจ้าอยู่ ทั้งคิ้มและเซเลอร์เมย์นั้น  ก็ตามไปดูได้เช่นกัน แล้วจะรู้ว่าโลก Hi5 นี่มันกว้างกว่า spaces.live.com ยิ่งนัก แถมยังอัพโหลดรูปง่ายกว่า

เสียดายทำ blog กับ hi5 ไม่ค่อยสวย ปรับ Layout ไม่เป็น แถมยังมีลูกเล่นบันเทิงซะเยอะ เลยดูไม่เป็น Blog ผู้ใหญ่ เหมือน blog hard core อื่นๆ ที่เค้าให้เราปรับแต่ง ฐานข้อมูล html ได้ แต่ก็คิดเสียว่า hi5 เป็นแหล่งค้นหาเพื่อนทั้งเพื่อนเก่าเพื่อนใหม่ก็แล้วกัน  (ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ หรือได้ดั่งใจเราไปทุกอย่าง)

นอกเรื่องกันมาพอสมควรแล้ว กลับมาเข้าเรื่องกันดีกว่า

เนื้อหาภายในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ชั้นแรกจัดนิทรรศการแสดงไปตามลำดับวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต ทั้งอาณาจักรพืชและอาณาจักรสัตว์ แต่ดูเหมือนจะเน้นอาณาจักรสัตว์เป็นพิเศษ เพราะมีหลายห้องเหลือเกิน ใครที่เคยปวดหัวกับวิชาอนุกรมวิธาน ในระดับมัธยมหรือมหาวิทยาลัย ถ้ามาชมพิพิธภัณฑ์นี้จะเห็นภาพได้ชัดเจนมากครับ เค้าไล่มาตั้งแต่สิ่งมีชีวิตอย่างง่ายตั้งแต่เซลล์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนแล้วมาจบที่ "มนุษย์"  ส่วนชั้นสองเป็นห้องแสดงแมลง อัญมณี อารยธรรมมนุษย์ ด้วย ข้ามฝั่งมาทางด้าน

Air and Space Museum เริ่มตั้งแต่ความฝันของมนุษย์ที่จะบิน ตั้งแต่ยุคโบราณ จักรกลช่วยบิน การพยายามเลียนแบบนก บอลลูน ไปจนถึงการประดิษฐ์เครื่องร่อน เครื่องบิน การพัฒนาปีกแบบต่างๆ การพัฒนาเครื่องยนต์ ตั้งแต่แบบลูกสูบ มาจนถึงเครื่องยนต์ไอพ่น ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยการถ่ายทอดความรู้กันมา เพื่อพัฒนาเป็นเครื่องจักรที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ (ซึ่งต้องอาศัยกำลังสมองอย่างสูง แน่นอนว่าทำไม ทรัพย์สินทางปัญญา ถึงเป็นสิ่งที่น่าหวงแหนยิ่ง)  จากนั้นก็แยกเป็นการบินพลเรือน กับการบินเพื่อความมั่นคง  มีโชว์เครื่องบินรบรุ่นต่างๆ แต่ไม่มีให้เด็กขึ้นไปนั่งดูคอกพิทของ "เครื่องบินรบ" หรอกครับ เค้าให้เด็กดูแต่ห้องควบคุมของ "เครื่องบินพาณิชย์" เท่านั้น  (มีนัยสำคัญที่ไม่ต้องการปลูกฝังความรุนแรง และไม่อยากให้เด็กได้ใกล้ชิดอาวุธมาก)  แต่ก็ยังไม่วายมีห้องที่จำลองห้องบนเรือบรรทุกเครื่องบิน ทั้งหน้าและท้ายเรือ ให้ได้เห็นการทำงานของทหารที่ปฏิบัติงานอยู่ด้วย  พร้อมทั้งวีดีโอบรรยายสรรพคุณของหน่วยปฏิบัติการดังกล่าว ทั้งเทคโนโลยี ทีมงาน และการซ้อมรบ ดูแล้วรู้สึกว่าใครจะสู้ประเทศพี่ท่านได้เนี่ย(-_-)  จากนั้นก็เป็นการบินอวกาศ  โชว์คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมยานบิน กระสวยอวกาศ จรวด ข้าวของเครื่องใช้ในยานอวกาศ เซลล์เชื้อเพลิง(รุ่นแรกที่ใหญ่มากๆ) ชุดอวกาศ และประวัติศาสตร์ด้านการบินอวกาศของสหรัฐฯ

ด้านพิพิธภัณฑ์ศิลปะก็ไม่ต่างกัน เค้าเริ่มจัดแสดงตั้งแต่งานศิลปะตะวันตกในยุคแรกๆ ไล่ไปยังอนาคตเรื่อยๆ ให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงงานศิปละร่วมสมัย

น่าทึ่งกับพิพิธภัณธ์ดีๆ แบบนี้เหลือเกิน ข้อสังเกตคือ พิพิธภัณฑ์ที่นี่เข้าฟรีครับ ไม่ต้องเสียค่าบำรุงอะไรเลย คาดว่ารายได้ที่นำมาบำรุงพิพิธภัณฑ์ก็คงมาจาก พวกของที่ระลึก อาหาร รวมทั้งภาษีที่เราจ่ายไปตลอดเวลาที่เราอยู่ในเมือง ทั้งค่าโรงแรม ค่าอาหาร สินค้าต่างๆ  ที่น่าประทับใจมากคือการรวมเอาพิพิธภัณฑที่หลากหลายไว้ในบริเวณใกล้เคียงกัน ทั้งด้านธรรมชาติวิทยา ด้านประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์  (มีอเมริกันอินเดียน, อเมริกันแอฟริกัน แยกให้ดู)  ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นต้น อีกทั้งยังเอาไว้ใกล้กับศูนย์กลางการปกครอง อนุสรณ์สถานสำคัญตามประวัติศาสตร์ชาติ รวมทั้งบุคคลสำคัญด้วยทำให้บริเวณ Capital Mall เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เรียกได้ว่าสำคัญ นอกจากจะรับรู้สิ่งสำคัญของประเทศนี้แล้ว ยังใกล้แหล่งความรู้อีกต่างหาก  หันมามองเมืองหลวงประเทศสารขัณฑ์กันบ้าง น่าเสียดายที่ ใจกลาง เมืองหลวงกลับเป็นแหล่งค้าขาย ห้างสรรพสินค้า และที่น่าเจ็บแค้นคือมี "สนามม้า" ที่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านหน้า  ในขณะที่สถานที่ศึกษาระดับสูงที่ควรจะที่มีรถไฟฟ้าวิ่งกลับแทบนับจำนวนได้  แม้มีห้องสมุดก็ต้องเอาห้องสมุดไปใส่ไว้ในห้าง  หอศิลป์ ที่ฝันกันเอาไว้ก็ยังคงเป็นฝันกันต่อไป  ที่พอให้ชื่นใจคือ "ท้องฟ้าจำลอง" ที่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน (^_^)

เลือกตั้ง พ.ศ. 2580 อย่าลืม กาพรรคพลังฟิสิกธิปัตย์ ทั้งพรรคทั้งคน  ให้เด็กฟิสิกส์เป็นนายกฯ  เดี๋ยวเราจะย้ายสนามม้ากับห้างออก เอามาทำพิพิธภัณฑ์ กับหอศิลป์ แบบนี้เอง ('_')/ 555+

January 04

งานเลี้ยงปีใหม่ที่ Maryland 2008

 

วันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา เหล่าคนไทยใน Newark,DE ก็ได้จัดงานเลี้ยงปีใหม่กันขึ้น สถานที่คือบ้านพี่ ITT และน้อง มิ้ม ที่รัฐ Maryland!!!!   อย่าพึ่งตกใจทำไมเราต้องไปฉลองกันข้ามรัฐ เพราะหมู่บ้านของเจ้าบ้านนั้นอยู่ใกล้เขตรอยต่อกับ Delaware พอดี และไม่ไกลจาก Newark เท่าไหร่  ขับรถประมาณ 15 นาทีก็ถึงแล้ว (ซะงั้น พูดเหมือนอยู่ไกล)

สักประมาณค่ำๆ พี่พัทกับหม่อนก็ขับรถมารับ(ก็คนไม่มีรถนี่นา) ไปถึงจุดหมายไม่ดึกมากนัก สังเกตเห็นหลายๆ บ้านก็เปิดไฟเหมือนจะมีปาร์ตี้แล้วกัน  ไปถึงสักพักเริ่มต้นด้วย หมูสะเต๊ะ(รอบนี้อด -_-!) ฝีมือพี่พัท ต่อด้วยข้าวผัดปู (สบายล่ะ) และสุดท้ายคือเมนคอร์ส "ส้มตำ" ใช่แล้วส้มตำฝีมือเจ้าบ้าน

PC310398 

ครัวน่ารัก กระทัดรัด แต่ก็พอเพียง

พี่อิท : ทานแล้วบอกไม่อร่อยละน่าดู ฮึฮึฮึ  ที่สำคัญคืนนี้เครื่องเล่น Wii จะต้องตกเป็นของเรา

มิ้ม :  เอ่อ.....

  PC310402 PC310409 PC310404

อาหารน่าทานมาก โดยเฉพาะส้มตำ กับขนมจีน

  PC310411PC310410

อร่อยๆ จริงๆนะ

 PC310413 P1010425

พี่ ITT ฝ่ายทีมเหย้า กับขนมจีนในมือ  และ จากซ้ายหม่อน(เยือน)  มิ้ม(เหย้า)กับดา(ผู้มาเยือนจากอังกฤษ)

P1010436

อันนี้ฝ่ายทีมเยือน ขวาสุด พี่ต้น(โปรผู้มีสิทธิใช้ลูกโบลว์ลิง สีทอง) พี่แป้ง พี่พัท และข้างล่าง Was

พี่ต้น : ใครจะแย่งลูกบอลดาวสีทองไปจากโปรไม่ได้เป็นอันขาด

พี่แป้ง : มิกล้า มิกล้า

พี่พัท : มิกล้า มิกล้า  Too.

Was : "รู้ว่าเสี่ยงก็คงต้องขอลอง รู้ว่าเหนื่อยถ้าอยากได้ของที่อยู่สูง"

หลังจากอิ่มหนำสำราญกันแล้วก็ถึงกิจกรรมหลักสำหรับงานนี้ก็คือ  Nintendo Wii

สุดยอดเครื่องเล่มเกมคอนโซลแห่งยุค ที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกลัวว่าลูกหลานจะบ้าเล่นเกมจนมือ "หงิก" อีกต่อไป เพราะเกมนี้ นั่งเล่นไม่สนุกเท่ายืนเล่น และต้องออกแรง ทำท่าทางทั้งตัว เรียกได้ว่าเอาไว้ออกกำลังกายในบ้านได้สนุกกว่า เครื่องออกกำลังตระกูล Ab ทั้งหลาย

P1010415 P1010416

และเกมที่เราเอามาเล่นกันก็คือ  BigBrain (บริหารสมอง) กับ Wii Sport(บริหารร่างกาย)

ซึ่งในชุด Wii Sport นี้มีทั้ง Bowling, ชกมวย , Baseball  และ Tennis ให้เลือกเล่น

PC310378PC310386

ท่าทางการจบวงทอยแก่นของพี่อิท โดยมีโปรต้นยืนคุมเชิงอยู่อยู่ห่างๆ (อาจจะกลัวถูกเขย่าตำแหน่งโปร)

พี่อิท : วงสวยขนาดนี้ไทเกอร์ วูด ยังต้องอาย

พี่ต้น : นั่นเค้าตีกอลฟ์ไม่ได้เล่นโบวล์ลิง!!

 

PC310382

น้องดาผู้มาเยือนจากแดนผู้ดี รายนี้แม้จะเล่นเป็นครั้งแรกแต่ก็ทำ strike จนโปรต้นหนาวๆ ร้อนๆ

ดา : ดาไม่เคยเล่นนะคะ อ่ะ โอ๊!!!  Strike!!!

Pro ต้น :  o_0 ไม่จริงน่า...

ซึ่งหลังจากนั้น ดาก็ทำ Srike เป็นว่าเล่น จนโปรต้นรู้สึกร้อนรุ่ม แม้ว่าข้างนอกจะหนาวก็ตาม

 

PC310379

โปรต้น : David Love The 3rd  เคยกล่าวเอาไว้ว่า "การจบวงสวย ก็นำมาซึ่งผลการเล่นที่ดี"

พี่อิท :  David Love ที่สาม เค้าเป็นนักกอฟล์นะครับ??++

มิ้ม : ตัวเอง อย่าทำ โปรต้นเสียความมั่นใจดิ๊

พี่อิท : จ้า จ้า ...

 

PC310383

Was : โปรต้นเป็นเอามากนะครับ

พี่แป้ง  : ช่างเถอะ ยิ่งสูงยิ่งหนาวก็อย่างนี้แหละ

หม่อน  : อืม.... อื่ม...  อื้ม....

 

PC310394

สำหรับนักวิจัยหลังปริญญาเอก สาขาฟิสิกส์ อย่างพี่แป้ง ก่อนจะเริ่มทอยแก่นนั้น จำเป็นต้องคำนวณทิศทาง ตลอดจนแรงที่ใช้อย่างเหมาะสม

พี่แป้ง : "อืม....  โมเมนตัมเท่านี้ ลูกโบว์ลลิง มีสองแกนหมุนแยกคิดทีละแกนก่อนดีกว่า  มีโมเมนตัมเชิงมุมสองทิศ ไหนจะโมเมนตัมเชิงเส้น ถ้าใส่สปินเยอะไปเดี๋ยวเลี้ยวตกท่ออีก อืม..... 2 1 2 ,   2 2 4,  2 3 6, ซ้อง สี่ แปด ....  เหวย!!! ปวดหัว Shoot'em up!!! (ยิงแ..ง เลย!!!) "      (-_-!)

 

PC310397

พี่พัทเจ้าของเครื่อง Wii กับหม่อน ท่าทางจะอยากเล่น หรือว่าเล่นจนเบื่อแล้ว

พี่พัท : พี่แป้งนี่เป็นเอามากนะ  เด็กฟิสิกส์เป็นอย่างนี้กันหมดทุกคนเลยหรือไง  (-_-)

หม่อน : ท่าจะจริงนะ แต่นี่ตัวเอง พูดจาไม่กลัวย้อนกลับมาเข้าตัวเลยนะ! (+_+)

 

PC310395

ท่าจบวงสวิงของหม่อน

โปรต้น : ฮึฮึ ยังอีกไกลกว่าจะโค่นข้าได้

WAS : เหอ เหอ

 

PC310403

แล้วก็มายิ้มกริ่ม คิดในใจ "ทอดตาทั่วแผนดิน Newark จะหาใครทัดเทียมโปรอย่างเราได้"

 

ซึ่งแน่นอนว่าการละเล่นย่อมเพลิดเพลินเจริญใจ ตั้งแต่ Wii Sport ไปจนถึง Big Brain  จนเรา "ลืมเคาท์ดาว์น" ครับพี่น้อง   เล่นเพลินจนลืมเคาท์ดาวน์ แต่ไม่เป็นไรยังไงตำแหน่งโปรก็ยังคงเดิม -_ -  อ่าวซะงั้น

 

P1010431

ก่อนกลับก็ต้องถ่ายรูปหมู่ (แล้วใครจะกรอกน้ำแอบเปิลเข้าปากล่ะนั่น) และเป็นที่แน่นอนว่าวันนี้ Wii จะต้องค้างบ้านพี่อิท หนึ่งคืน (ตามแผน)

Trip Washington DC ตอนที่ 1

 

วันที่ 25 ธันวาคม 2550  ก็ได้ฤกษ์เดินทางไป Washington DC เสียที  เวลาประมาณ 8.00 น. ด้วยความกรุณาจากพี่แป้งกับพี่พัฒน์ก็ขับรถมารับพาไปส่งที่สถานีรถไฟ Amtrak-Wilmington ของบริษัท Amtrak เมือง Wilmington อันเป็นเมืองธุรกิจและเมืองหลวงของรัฐ Delaware

ใช้เวลา 15 นาที กับเครื่อง GPS พูดได้ แต่ก็ยังเลี้ยวผิดทาง ก่อนถึงสถานีนิดเดียวเอง  ที่ตลกคือเจ้าเครื่อง GPS จากที่เคยพูดได้พูดดีกลับเงียบสนิทพร้อมทั้งปรากฎเครื่องหมาย [?] บนหน้าจอสีฟ้า  แสดงว่า GPS ก็งงเป็น  แบบนี้เราน่าจะเขียนโปรแกรมให้เครื่อง GPS รู้ได้ว่า "ผู้ใช้" กำลัง "หลงทาง" ก็ให้เตือนแล้วถามว่าจะให้ค้นหาเส้นทางใหม่หรือไม่อย่างไร   ถ้าใช่ก็ให้ GPS ใช้ตำแหน่งปัจจุบัน(ที่อยู่ผิดที่ผิดทาง) เป็นจุดเริ่มต้น  ส่วนจุดหมายก็เหมือนเดิม  จากนั้นก็ค้นหาเส้นทางใหม่ ซึ่งอัลกอริทึมแบบนี้ไม่น่าจะยาก  อ่ะ!! นอกเรื่องอีกแล้ว

ก็ไม่อยากสำหรับการกลับเข้าเส้นทางเดิม ลงรถลาท่านพี่ทั้งสองเข้าไปในสถานี ก็ต้องไปเอาตั๋วออกมาก่อน โดยมีสองวิธีคือ เอาเลขลำดับการจองที่พิมพ์ออกมาทางอินเตอร์เนต กับ ID Card หรือ Passport ไปที่เคาท์เตอร์ ก็จะได้ตั๋วมา หรือเอาบัตรเครดิตหรือเดบิตที่เราระบุว่าให้ตัดยอดจากบัตรดังกล่าวไปเสียบในเครื่องอัตโนมัติหน้าตาแบบนี้

 

เสียบหรือรูดพอการ์ดให้เครื่องมันรู้จักแล้วก็เก็บใส่กระเป๋า(ไม่ต้องเสียบค้างแบบตู้เอทีเอ็มธนาคาร)  จากนั้นกดเลขลำดับการจอง ตรวจดูข้อมูลว่าถูกต้องหรือไม่  แล้วก็สั่งพิมพ์ออกมา จะได้ตั๋วหน้าตาแบบนี้  สะดวกมากๆ

PC250098 PC250099

 

 

 

ด้านหน้าและด้านหลังของตั๋วรถไฟ

จากนั้นก็เข้าห้องน้ำห้องท่าให้เรียบร้อย  เช็คว่าขบวนรถไฟที่เราจะขึ้นจะต้อง ไปรอที่ชานชลาไหน หรือประตูไหน จากบอร์ดบอกเวลารถเข้ารถออก(ยังกะสนามบิน)  จากนั้นก็ขึ้นไปรอให้ถูกขบวน  เมื่อขึ้นบันไดเลื่อนไป ออกไปปุ๊บก็จะเป็นชานชลาลมโกรมหนาวเย็น แต่ยังดีที่มีแดด

 

PC250096 PC250095

PC250093  PC250092

 

เมื่อรถไฟมาถึงตามเวลา 9.00 AM คราวนี้มันจะยุ่งก็คราวนี้เพราะหนึ่งตั๋วรถไฟไม่ระบุเลขที่นั่ง นั่นคือเราจะขึ้นไปนั่งที่ไหนก็ได้ที่ว่าง แต่ต้องให้ถูกกับราคาตั๋วเราด้วย ซื้อตั๋ว coachcar จะไปนั่ง Business car ได้ยังไง  แต่ที่ยุ่งกว่าคือ แต่ละตู้จะมีจุดปลายทางไม่เหมือนกัน ถ้าเราไป DC ก็ควรจะไปอีกตู้หนึ่ง ถ้าไปลง Baltimore ก็ต้องไปนั่งอีกตู้หนึ่ง ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงก็ต้อง "ถาม" เจ้าหน้าที่ ถ้าเราไปนั่งผิดตู้ ก็จะต้องย้ายหรือรอให้เจ้าหน้าที่มาบอกว่าจะลงแล้วนะ ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากสำหรับผู้โดยสารกับเจ้าหน้าที่พอสมควร  ก็แล้วในเมื่อไฮเทคโนโลยีขนาดจองทางเนตได้ ก็รู้ว่าเราจะลงที่ไหนแล้ว   แล้วทำไม ไม่ระบุตำแหน่งที่นั่ง พร้อมทั้งเลขตู้ ไปเลยก็ไม่รู้ 

รถไฟจาก Wilmington จะผ่าน Newark (แต่ไม่จอด) Aberdeen  Baltimore  และ Washington DC ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทาง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ครึ่ง แต่คราวนี้รถไฟกลับล่าช้าไปกว่า 10 นาที (ประเทศนี้ก็ยังช้าเป็น) เพราะไปจอดค้างที่สถานี Aberdeen อยู่นานมากไม่รู้ว่าทำไม  จะว่าจอดหลบอีกคันที่สวนมาก็ไม่ใช่เพราะเป็น รถไฟรางคู่

กว่าจะถึง Washington DC สถานี Union Station ก็ปาเข้าไปเกือบ 10.40 AM โทรศํพท์ให้เพื่อนมารับ ตามนี้ลิงค์ไป Blog ของกรวด (http://norita251.spaces.live.com/blog/cns!E3627AE5C60C2933!1763.entry)

ภายในสถานีโอ่โถงและงดงามด้วยสถาปัตยกรรมยุโรป งามมาก

PC250116

รถแทกซี่ต่อคิวรับผู้โดยสาร

PC250119

อีกฝั่งกำลังปรับปรุงทางเท้า

เมื่อมารับแล้วเราก็มุ่งหน้าสุ่โรงแรมที่พักเพื่อเช็คอินและพักผ่อนกันก่อน แต่ก็ไม่วายหลงทางกันอีกเพราะมีแต่แผนที่ไม่มี GPS มีแต่แผนที่ซึ่งบางทีเราก็นับ block อาคาร แต่ในความเป็นจริง block มันสั้นมากๆ จนตัดสินใจเลี้ยวผิด เข้าผิดเลนตรงทางแยกก็ต้องตรงไปอย่างเดียว แบบนี้เป็นต้น     และ วอชิงตัน ดีซี คือเมืองที่ไม่อภัยให้กับ "คนหลงทาง" เพราะเมื่อเลี้ยวผิดแล้วการพยายามกลับเข้าเส้นทางเดิมเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ทั้งบางทีก็เจอทางห้ามเข้าเพราะถนนมันปล่อยให้รถวิ่งทางเดียวบ้าง  กว่าจะวนกลับมาได้ก็แถบจะไปวนรอบเมืองใหม่ทีเดียว แถมมาใหม่ๆ ยังไม่รู้เหนือรู้ใต้ ดูแผนที่ไม่เข้าใจก็จบกันพอดี   แต่สุดท้ายด้วยความร่วมมือร่วมใจก็สามารถไปถึง Washington Courth Hotel ที่อยู่ห่างสถานทีรถไฟ Union station เพียงแค่ 500 เมตร ได้  แต่ก็ไปวนกันอยู่หลายกิโลเมตรทีเดียว 

 

SANY0707 SANY0706 SANY0705

ห้องพัก จากกล้องของกรวด  แม้จะอยู่คนละห้องแต่จัดการวางก็ไม่ต่างกัน

 

 

สภาพห้องพักใน Washington court hotel  นับว่าดีสมเป็นโรงแรม 4-5 ดาว

หลังจาก check in เข้าพักและเก็บของเรียบร้อยแล้ว 5 หนุ่ม ก็ออกเดินทางไปหาอะไรกินโดยมุ่งหน้าไปไชน่าทาวน์  ซึ่งเป็นแหล่งเดียวที่คิดว่าร้านค้าไม่ปิดในวันคริสต์มาส (ขอบคุณความขยันขันแข็งของชาวจีน)  ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่พักเท่าไหร่ เมื่อหาที่จอดรถได้ ซึ่งจะต้องเป็นข้างทางที่มี เสาเขียวๆ ให้เราหยอดเหรียญจอด ชั่วโมงละ  1 USD รับแต่เหรียญ  25, 10, 5 cent เท่านั้น  เราจอดรถตรงหน้าพิพิธภัณฑ์

 

PC250139 PC250138 PC250137 IMG_0238

 

แล้วเดินไปสองสามบล๊อคเพื่อไปทานติ่มซำเป็นอาหารกลางวันที่  TonyChang หรือเปล่าไม่แน่ใจ

 

IMG_0257IMG_0249 IMG_0248  IMG_0246DSCN2032IMG_0247  

 

 

 

 

แล้วก็ไปชักภาพกับประตูเข้าไชน่าทาวน์

IMG_0256

 

 

จากนั้นก็เป็นมหกรรมขับรถวนไปรอบ Capital mall สถานที่รวมอนุสาวรีย์ อนุสรณ์สถาน พิพิธภัณฑ์มากมาย  รัฐสภา  ทำเนียบขาว เอาไว้ใกล้ๆ กันเพื่อเป็นแลนด์มาร์คของเมือง  สถานที่ท่องเที่ยว  ที่น่าอิจฉาคือเขาทำพิพิธภัณธ์ที่ดีๆ เอาไว้กลางเมืองและไว้ใกล้ๆ กัน ที่สำคัญคือเข้าฟรี(จริงๆ ก็เก็บภาษีที่เราใช้จ่ายไปกับ ค่ารถ ค่าโรงแรม ค่าอาหารไป ก็เพื่อเอามาบำรุงสถานที่เหล่านี้นั้นแหละ)  หันมามองเมืองหลวงของเราถามว่ามีอะไรอยู่กลางเมืองบ้าง ถ้าไม่ใช่ศูนย์การค้า กับสนามม้า  ถึงจะมีห้องสมุดดีๆ ก็ต้องเอาไปไว้ในห้างอยู่ดี

นอกเรื่องล่ะ หลังจากนั้นก็กลับไปพัก รอเวลาเย็นๆ เพื่อเดินทางออกนอกเมืองไปยังสนามบิน Dulles เพื่อรับ ส้มโอ กับ นุ้ย  ซึ่งเราก็หลงทางตามระเบียบ แต่สุดท้ายก็บรรลุภารกิจ พากันกลับเข้าเมืองได้อีกครั้งแล้วก็ฝากกระเพาะไว้กับ ไช่น่าทาว์นอีกครั้ง

 

PC250140

 

จากซ้ายมือไปขวา  เต้ย ดั๊ก เอ  ส้มโอ ข้าพเจ้า นุ้ย และ กรวด

แล้วค่อยกลับมาโรงแรมประชุมแผนการท่องเที่ยวต่อไป......

January 03

"กอด" หนัง Feel Good ที่น่าดู (แต่อดดูซะแล้วเรา)

 

 

 

 

 

เคยสังเกตไหม ..

เวลาคุณกอดใคร ..

คุณมักซบไปทางด้านซ้ายของอีกฝ่าย ..

อาจเป็นเพราะนั่นคือตำแหน่งที่ตั้งของหัวใจ ..

หากคุณกอดเขาไว้นานเพียงพอ ..

จังหวะการเต้นของหัวใจสองดวงจะเปลี่ยนเป็นจังหวะเดียวกันในที่สุด

 

คงเดชเล่าถึงที่มาของเรื่องนี้ว่า “ มันเกิดมาจากผมมองหน้าตัวเองในกระจก แล้วมันเบื่อน่ะครับ ผมเชื่อว่าทุกคนเป็นกันถ้าไม่หลงตัวเองมากไป มันจะต้องมีส่วนที่ตัวเองไม่ชอบในกระจก มันจะต้องมีความรู้สึกว่า จมูกไม่สวย หรือศึกว่าหน้าอ้วนหัวล้าน พอเอาเรื่องนี้มาคิดมากๆ ต่อ ก็กลายเป็นประเด็นที่ตัวเองรู้สึกว่าอยากทำเป็นหนังจังเลย เรามีความสุขในชีวิตอยู่หรือเปล่า?ในเมื่อเราเกลียดหน้าตัวเองในกระจก ลองคิดไปถึงเรื่องของคนที่มันมีอะไรบางอย่างเกินมาจากชาวบ้าน มันจะยังสามารถมีชีวิตที่มีความสุขอยู่ได้หรือเปล่า? ก็เลยเป็นที่มาของหนังเรื่องนี้ และด้วยประเด็นของเรื่อง การมีอยู่ไม่มีอยู่ ผมเลยอยากจะให้พระเอกเดินทางเยอะๆ เพื่อที่จะไปแสวงหาในสิ่งที่มันต้องการน่ะ แล้วจะทำให้มันมีความสุข ซึ่งมันอาจจะค้นพบความสุขด้วยหนทางอื่นก็ได้ แค่ตอบตัวเองให้ได้ว่าจริงๆ แล้วต้องการอะไรในชีวิต ”

 

 

• • ก อ ด  . . H a n d l e   M e   W i t h   C a r e • •

ที่นี่... ลำปาง  จังหวัดใจกลางภาคเหนือของประเทศไทย

ที่นี่ ในอำเภอเล็กๆที่ไร้ซึ่งความสลักสำคัญระดับชาติ

ที่นี่ เป็นบ้านเกิดของ  ขวาน  ลูกชายเจ้าของร้านผัดไท  คนที่ได้ชื่อว่าเป็น " เดอะ สเปเชี่ยล " ของหมู่บ้าน 

คนที่ใครๆต้องรู้จัก  ขวาน  เด็กชายผู้มีแขนซ้ายสองแขน

" ไอ้สามแขน "

ขวานเป็นเด็กไม่ธรรมดามาตั้งแต่เกิด  ด้วยแขนซ้ายทั้งสอง บวกกับแขนขวาอีกหนึ่ง   เขาเก่งกว่าเด็กทั่วไปสารพัด เช่น ทำการบ้านคัดไทยได้ทีละสองหน้า. กระโดดตบวอลเล่ย์ได้ครั้งละสองลูก, ลบกระดานดำไวที่สุดในชั้น,แปรงฟันไปล้างหน้าไป

ขวานคิดเสมอว่า การที่เขาสามารถใช้สองมือกินขนม  ส่วนอีกมือแคะขี้มูกไปด้วยโดยไม่ต้องกลัวเลอะ  เป็นพรวิเศษเฉพาะตัว

เขาเชื่ออย่างที่แม่เคยหอมแก้ม แล้วกระซิบที่ข้างหูว่า  ขวานคือคน " พิเศษ "

" โกหกทั้งเพ " คำพูดสวยหรูทั้งหมด มันเป็นแค่สิ่งที่แม่หลอกเขา  แม่คงให้หมอตัดแขนเขาทิ้งไปแล้ว  ถ้าไม่กลัวเขาจะเสียเลือดจนตาย  เพราะแขนข้างซ้ายเจ้ากรรมดันมีเส้นเลือดโยงเข้าสู่หัวใจ

เมื่อแม่ตาย  ขวานยิ่งตระหนักว่าเขาไม่ใช่คนพิเศษ  แต่เป็นตัวประหลาดในสายตาคนทั้งหมู่บ้าน  ไม่ว่าแขนทั้งสามของเขาจะใช้การได้ดีแค่ไหน   ทุกที่ที่เขาเดินผ่านจะอื้ออึงด้วยเสียงซุบซิบนินทา  คนแปลกหน้าจะตะลึงจ้องเขาเหมือนเห็นผี  นั่นยังพอทนได้  แต่.....

เมื่อคืน  ขวานเพิ่งโดน หลิน  แฟนที่คบมาตั้งแต่มัธยมบอกเลิก  เธอบอกที่ต้องชิ่งเพราะทำใจเรื่อง" ไอ้นั่น " ไม่ได้จริงๆ  หลินพูดพลางชี้มาที่แขนของขวาน  ทั้งที่เธอเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายพร่ำเพ้อว่าอ้อมแขนของขวานอุ่นกว่าผู้ชายทุกคน   ที่จริงหลินกำลังจะแต่งงาน ซ้ำร้าย  เช้านี้  ลุงทวี  ช่างประจำตัวที่ตัดเสื้อสามแขนให้ขวานใส่มาตั้งแต่เด็ก  เม็ดมะม่วงหิมพานต์ติดคอตาย  

และมันหมายความว่านับแต่วินาทีต่อนี้ไป  เขาจะไม่มีเสื้อใส่ !!!!

ขวานตัดสินใจแล้ว " ช่างแม่ "  " ช่างเส้นเลือดใหญ่"

เขาจะไปกรุงเทพฯ ไปผ่าตัดความ " พิเศษ " ออก

หลังจากออกจากตัวเมืองลำปางได้ไม่นาน  ในปั๊มเปลี่ยวข้างทาง ขวานสวมบทฮีโร่ช่วยผู้หญิงที่กำลังจะโดนปล้ำคนหนึ่งไว้

เธอชื่อ นา  จะไปตามหาผัวที่กรุงเทพฯ   ในเมื่อเธอกับเขามีปลายทางร่วมกัน  นาจึงกลายมาเป็นเพื่อนร่วมทางจำเป็นของขวาน  แล้วการเดินทางที่ไม่ธรรมดาของคนสองคน  กับ แขนห้าข้างก็เริ่มต้นขึ้น

บนหนทางระหกระเหิน  สามแขนกับสองมือที่คอยเกาะกุมฉุดรั้งกันไปทำให้ขวานรู้สึกคล้ายเป็นคนพิเศษขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งคราวนี้เขารู้ดีว่ามันไม่ใช่เพราะแขน ..

หากเป็นความพิเศษที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เต้นรัวอยู่ในอกด้านซ้ายของเขาเอง

.

.

"กอด" หรือ "Handle Me With Care"

ภาพยนตร์แนวโรแมนติก-ผจญภัย (Romantic Road Movie) จากค่าย GTH

นำแสดงโดย เกียรติกมล ล่าทา (ตุ้ยAF3) และ ศุภักษร ไชยมงคล (กระแต)

กำกับและเขียนบทโดย คงเดช จาตุรันต์รัศมี (กำกับ สยิว,เฉิ่ม / เขียนบท The Letter, Me Myself)

"กอด" กันได้ทุกโรงภาพยนตร์ กลางเดือนกุมภาพันธ์ 51  นี้

December 23

สองวัน กับสองร้านอาหาร

 

เมื่อ 20 ธันวาคม) มีโอกาสได้ไปร้าน Texas เนื่องในโอกาสวันเกิดของพี่ต้น พี่ใจดีที่เคยขับรถพาผมไปส่งวันทำสัญญาเข้าพัก  ตอนแรกคิดว่าร้านอยู่ในเมือง Newark พอ Was ขับรถมารับซึ่งอัดกันมาสี่คนได้แก่ Was พี่ต้น เอย และพี่แป้ง ตอนทุ่มยี่สิบ แล้วก็ขับออกไปตอนแรกนึกว่าออกนอกเมืองลงใต้ไปเท่าไหร่ แต่พอให้เห็นความกว้างของถนน ปริมาณรถ และชนิดของรถที่เริ่มละลานตา ตั้งแต่รถยนต์ รถ SUV รถแวน รถบันทุก ทำให้รู้ว่านี่เราออกมายังทางหลวงแล้วนี่นา แล้วจะไปไหนกันล่ะนี่ กว่าจะไปถึงที่ อารมณ์ประมาณว่าบ้านอยู่เชียงใหม่ แล้วขับรถไป Dinner กันที่ลำพูนไม่สิถ้าไม่มีภูเขาขวางทาง อาจจะเป็นลำปางเลยด้วยซ้ำ

ร้านที่ไปกินกันคือ  Texas (ชื่อเต็มจำไม่ได้แล้ว) ภายนอกตกแต่งแนวคาวบอย ส่วนข้างใน ก็คาวบอยอีกนั่นแหละ (จะให้แหวกแนวเป็นวิคทอเรียนหรือโกธิคก็คงจะหักมุมเกินไป) เข้าไปข้างในก็บอกเลขที่จองพร้อมชื่อคนจอง แล้วไปนั่งรอให้เค้าเรียกเมื่อโต๊ะว่าง โดยจะปรากฎเลขที่นั่งจองของเราบนบอร์ดไฟฟ้าสีแดงดำ (เหมือนเครื่องเรียกลูกค้าตามบัตรคิว ในธนาคารบ้านเราที่ชอบพูดว่า ขอ-เชิญ-หมายเลข -หนึ่ง-(คิด)-ร้อย-ยี่สิบ-(คิดอีก)-หก-ค่ะ(ไม่ต้องคิด)) เพียงแต่ที่นี่ไม่มีเสียงเท่านั้น ต้องหมั่นเหลียวหน้าหรือชะเง้อคอรอดูอย่างเดียว  บริเวณที่นั่งรอจะวางถังขนาดใหญ่ใบหนึ่ง ซึ่งภายในบรรจุถั่วลิสงแห้งเอาไว้ เราสามารถกอบออกมาเท่าไหร่ก็ได้แล้วแต่ขนาดมือเรา แล้วเอาไปนั่งเคี้ยวเล่นฆ่าเวลาและประทังความหิว ส่วนเปลือกก็ไม่ต้องรักสะอาดกินเสร็จก็โยนลงกับพื้นหรือวางทิ้งไว้สักพักเดี๋ยวก็คงมีพนักงานมาเก็บไปทำปุ๋ยเอง

 

PC200079 บริเวณที่นั่งรอ 

 

PC200080 มีทีวีกับใบประกาศอะไรสักอย่างให้ดูด้วย

 

PC200077 จากซ้ายมือ Was น้องเอย และพี่แป้ง

รถที่มากันมีห้าคน แต่ยังต้องรออีกสี่คน  พอครบองค์ประชุมหมดแล้วก็ได้ที่นั่ง แบบที่ต้องแยกกันเป็นสองชุดคือ 6, 3 (ต่อโต๊ะไม่ได้ โต๊ะกับที่นั่งมันติดตาย) แต่ก็ได้นั่งข้างๆ กัน  บนโต๊ะจะมีขนมปังก้อนหวานๆ ให้กินรองท้องกันฟรีๆ

สักพักก็มีพนักงานท่าทางกระชับกระเฉง(แต่ดุ) มารับออเดอร์ก็สั่งน้ำสั่งอาหารไปตามระเบียบ ราคาอาหารก็สิบ USD ขึ้นไปทั้งสิ้น ส่วนโค้กแก้วละ 1.99 USD o_0 โอ้ 66 บาท  ลืมบอกไปว่าที่นี่เป็นร้านสเต๊ก ทั้งเนื้อ ไก่ ปลา มีให้กิน แต่ปริมาณอาหารนั้นมากเกินกะเพาะแต่ดีที่เค้ามี "กล่องฟม" มาสำหรับลูกค้ากะเพาะแมวที่กินไม่หมด ได้เก็บไปกินต่อที่บ้าน สรุปว่า Fried Catfish ที่สั่งไปได้มา 4 ชิ้น กินลงไปแค่ชิ้นเดียวบวกกับขนมปังอื่นๆ ก็อิ่มแล้ว ดังนั้นสามชิ้นที่เหลือจึงกลายเป็นเสบียงยามยากเอาไว้ออกรบในวันต่อไป

PC200082   

ขนมปังหวานแจกฟรีเอาไว้กินรองท้อง เป็นขนมปังที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมา

 

PC200084 เมนู

 

PC200086 โต๊ะเล็ก จากซ้ายมือ Was, พี่หม่อน และพี่พัท

PC200087

โต๊ะใหญ่ครึ่งควบลูก  แถวซ้ายมือ จากซ้าย พี่หม่อน  พี่พัท พี่ปอย พี่แฮท    แถวขวา หน้าสุด พี่ต้นเจ้าของวันเกิด ข้าพเจ้า พี่แป้ง สุดท้ายที่อยู่ลิบๆ โดนบังโน่น คือน้องเอย เอ๊ะ!! แล้วใครหายไป?!!

 

PC200088

ตำแหน่งเดิม พี่ต้นอยุ่ขอบเห็นแต่เสื้อ หน้าสุด Was กลับมาแล้ว (แล้วใครถ่ายล่ะนี่)

 

ขากลับมีเรื่องให้ระทึกใจด้วยการฝ่าไฟเหลืองสองสี่แยกติดๆ แต่ไฟเหลืองที่นี่ค้างนานมากก็เลยรอดไป

รุ่งขึ้นหลังจากคุยงานและปรึกษางานกับProf. จอห์นแล้ว เนื่องจากเป็นวันศุกร์ จอห์นเลยชวนไปทานข้าวกลางวันกับก๊วนซึ่งวันนี้ประกอบด้วย Prof. Paul , Prof. Chui, Prof. Pittel และ Post Doc ชาวญี่ปุ่นคุวาบาระซัง  ร้านที่ไปก็เป็นร้านอาหารแนวคันทรีอีกแล้ว แต่เป็นคันทรีแบบในเมืองหน่อยๆ ชื่อว่า Deer Park Tavern ก็อาหารทั่วไปไม่   นึกอะไรไม่ออกก็ Fish and Chip อย่างเดียวเลย 

ระหว่างทานข้าวก็คุยกันไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะ Prof. Chui ที่ชอบคุยเรื่องเมืองไทยมากเป็นพิเศษ เพราะพึ่งกลับจากประชุมวิชาการที่เมืองไทยที่จุฬาฯ แกบอกว่าชอบไปเดินห้างมาบุญครอง ถามเรื่องกีฬาที่เล่นคล้ายๆวอลเลย์บอล แต่ใช้เท้าแทน(คาดว่าคงเห็นตะกร้อที่แข่งซีเกมส์กันแน่ๆ) แต่ไม่รู้เรียกว่าอะไร ท่าทางน่าสนุก  คุยไปคุยมาก็มาคุยเรื่องทีวีเกาหลี ที่เป็นที่นิยมกันมากไม่เว้นแม้แต่ในอเมริกา พอลเลยเอ่ยถึงละครเรื่องหนึ่งที่ยาวเกือบร้อยตอน เรื่องเกี่ยวกับจักรพรรดิเกาหลี  เอ๊ะ!! คุ้นๆ นะ พอลบอกว่ากำลังเป็นที่นิยมแม้แต่ในญี่ปุ่นและประเทศในเอเชีย  โอ้!!พระเจ้ายอดมันจอร์จมาก  นี่เดินทางมาครึ่งโลก ก็ยังมีโปรเฟสเซอร์มาคุยเรื่อง "จูมง" ให้ฟังอีกหรือนี่ อะไรมันจะดังได้ขนาดนี้!!! 

December 17

How Do I Live

ไม่ใช่เพลง  How do I live? ที่ใช้ประกอบภาพยนตร์เรื่อง Con Air ของนิโคลัจ เคจแต่อย่างใด แต่นี่คือวิธีการใช้ชีวิตที่นี่ของข้าพเจ้า

เรื่องแรกคืออาหารการกิน

เนื่องจาก "ห้องครัว" ของบ้านที่พักอยู่นี่ ค่อนข้างที่จะไม่สะอาด หรือเรียกว่าเห็นแล้วไม่ค่อยมีอารมณ์สุนทรีทำอาหารสักเท่าไหร่  ฝุ่นอะไรก็ไม่เคยดูด  คนดูแล(ลูกเจ้าของบ้าน) เค้าทำอาหารปิ้งย่าง กินอะไร จานชามก็คาอยู่ในอ่างล้างจาน(ไม่ยอมล้าง) กะทะปิ้งย่าง หม้อ ใช้เสร็จก็วางคาเตา ไม่ยอมเอาไปล้างอีกนั่นแหละแล้วทิ้งไว้อย่างนั้นทีสองสามวันก็มี  พี่แกลืมไปหรือเปล่าว่าค่าเช่า 425ดอลลาร์เนี่ย  ตามสัญญาเช่านั้นอนุญาตให้เราเข้าไปใช้ครัวได้  เพราะฉะนั้นก็ควรจะทำตัวสะอาดๆ สักหน่อย   เมื่อการณ์เป็นดั่งนี้ควรรือที่เราจะทำครัวหนักๆได้   ดังนั้นอาหารที่ซื้อมาตุนเอาไว้จึงเป็นจำพวกที่สามารถเอาเข้าตู้ไมโครเวฟอุ่นสักแป๊ปแล้วกินได้เลย

 

PC160044 

พวกพิซซ่าหรือปลาชุมแป้งทอดที่สามารถเอาเข้าตู้ไมโครเวฟอุ่นแล้วกิน

PC150041

มุมตุ้เย็นและเสบียง ในกล่องใส่มาม่ากับข้าวที่ยังไม่ได้หุงเอาไว้  แล้วก็มีหม้อหุงข้าวที่ยืมรุ่นพี่มาด้วย

 

ตอนกลางวันก็ไปกินที่ TRABAN STUDENT CENTER ซึ่งอยู่หัวมุมตรงกันข้ามกับ Sharp Lab พอดี แต่อาหารก็ไม่มีอะไรมากเน้นไปทางแป้งกับไก่เสียมาก แถมถ้าเสาร์อาทิตย์หรือปิดเทอมก็จะปิดตามไปด้วย  ดังนั้นเลยมีที่ประจำอีกทีหนึ่งคือร้านอาหารจีน Happy Garden ที่ Ekton Road  เข้าไปสั่งที่เคาท์เตอร์ โดยอาจจะเอาเมนู(หรือใบสั่ง) ใบใหญ่ๆ ไปนั่งดู แล้วเขียนเครื่องหมายเอา (ถ้ากลัวฟังอังกฤษสำเนียงจีนไม่รู้เรื่อง) รออาหารเสร็จ จ่ายตังค์ หยิบถาด(พลาสติคหรือกระดาษ) ไปนั่งที่โต๊ะ พร้อมทั้งต้องเตรียมเครื่องดืมไปเอง หรือซื้อเอาจากร้านเค้า (ไม่มีหรอกน้ำดื่มฟรีแบบร้านอาหารในไทย)  กินเสร็จก็หยิบทั้งถาดทั้งช้อนส้อมพลาสติคไปทิ้งในถังขยะ แล้วก็ออกไป  แต่ร้านแบบนี้ดีอยู่อย่างที่เป็นอาหารเอเชีย  เลยมีทั้งไทย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี มากินบ่อย  อาหารก็ไม่ได้แตกต่างจากที่บ้านเรามาก เพียงแต่ต้องปรับลิ้นเล็กน้อยเนื่องจากเป็นคนจีนทำ   สามารถสั่งเป็นห่อเอากลับไปกินที่บ้านได้  ดังนั้นเวลาไป นอกจากจะสั่งกินเดี๋ยวนั้นแล้ว ก็จะสั่งเป็นห่อมาด้วย

PC160047 

อาหารที่สั่งแบบห่อกลับบ้านมาในหีบห่อแบบนี้

 

ซึ่งห่อก็มีขนาดใหญ่มากถ้าสั่งแบบห่อใหญ่อาจแบ่งกินได้ถึง 4 มื้อ เลยทีเดียว (กะเพาะแมว) โดยเอาแช่ไปในตู้เย็นเอา  เวลาจะกินก็เอาเข้าตู้ไมโครเวฟ(แต่ต้องเอาลวดที่เค้าทำเป็นหูหิ้วออกก่อนนะ) สามารถสั่งได้ทั้งแบบข้าวแยกกับ "กับข้าว" ได้ด้วย

นอกจากนี้ยังลงไปทำกับข้าวแบบเล็กๆ เช่นต้มมาม่า ต้มไข่น้ำ หุงข้าว ในครัวบ้างเป็นครั้งคราว  เพื่อเอามากินกับเจ้าอาหารส่วนที่อุ่นไมโครเวฟ  เพราะถ้ากินแต่อาหารผ่านตู้ไมโครเวฟคงน่าเบื่อแย่

ส่วนน้ำดื่มนั้นก็ซื้อเอาตามร้าน ถ้าซื้อเป็นขวดก็แพงหน่อย แต่ถ้าเป็นแกลลอนจะถูกลงแต่เยอะและหนัก ก็ค่อยๆ หิ้วกลับบ้าน

ที่ Newark นี่มีอาหารทั้งอิตาลี  อเมริกัน  อินเดีย จีน แต่สิ่งที่ขาดไปอย่างหนึ่งคือ  "อาหารไทย"  ใช่แล้วครับพี่น้อง  โอกาสทางธุรกิจยังเปิดกว้างเสมอ ขนาดร้านอาหารจีน ยังมีทั้งไทย จีน เกาหลี  ญี่ปุ่น  คอเคซอยย์(ก็ฝรั่งผิวขาวนั่นแหละ)  เมกซิกัน มากิน  ทำไมอาหารไทยที่ขึ้นชื่อว่า "อร่อย" และเป็นอาหาร "เพื่อสุขภาพ" ชนิดหนึ่งในโลก จะมาเปิดที่นี่บ้างไม่ได้  โอกาสทางธุรกิจยังพอมีอยู่  นักเรียนไทยหรือคนไทยที่ทำงาน ชาวต่างชาติที่นิยมอาหารไทยก็มีแน่นอน  พวกเครื่องปรุงยี่ห้อไทยๆ มาม่า ผัดไทยกล่อง(แบบแห้งๆ ต้องลวกน้ำ)ขายในห้างก็มี  ถ้าไม่กลัวว่าต้องใช้ทุน มาลองเปิดร้านอาหารไทยที่นี่ดีไหมนะ?!

PC170075

 

ตัวอย่างผัดไทยแห้งๆ ที่ขายในห้างราคา  2 ดอลลาร์นิดๆ แต่ข้างในมีแค่เส้น ส้อม กับซองเครื่องปรุง หาได้มีผัก กุ้ง หรือไข่อบแห้งแบบมาม่าคับนู้ดเดิลรสต้มยำกุ้งไม่  เวลากินก็ลวกน้ำร้อนแล้วเทเครื่องปรุงใส่กินแต่เส้นเท่านั้น ..... หนอยซื้อมาม่า 39 cent (ประมาณ 10บาท) กินยังถูกกว่าอร่อยกว่าอีก

PC170076

ด้านหลังกล่อง แสดงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ทำขาย ทำกินเองสดๆ ยังอร่อยกว่า ว่าแล้วก็เปิดร้านอาหารไทยเสียดีมั๊ย

 

บางทีถ้ารุ่นพี่คนไทยที่มีรถยนต์ขับ เค้าก็จะโทรศัพท์มาชวนไป Supermarket เพื่อไปซื้อของตุนไว้ ก็ถือโอกาสติดรถไปซื้อของด้วยทั้งรับทั้งส่งต้องขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้

การเดินทาง

เนื่องจากที่พักอยู่ห่างจากห้องแลบประมาณ 1 กิโลเมตร นิดๆ จะเดินไปก็ได้ แถมพี่แป้งยังให้ยืมรถจักรยานมาใช้อีกทำให้การเดินทางง่ายขึ้น  และแน่นอนว่าเนื่องจากเมือง Newark นี่ใกล้ทะเลดังนั้นถ้าจะมีฝนตกบ่อยๆ ในหน้าหนาวก็ไม่แปลกอะไร เพียงแต่มาคราวนี้ผ่านมาครึ่งเดือนพอดี ยังไม่เจอะฝนตกฟ้าคะนองพายุกระจายเลย จึงใช้แค่ร่มคันเล็กๆ ที่ซื้อมาจากร้าน Dollar Tree  1 ชิ้น 1 Dollar

PC160048

ร่มคันน้อย

 

โต๊ะทำงานและการใช้อินเตอร์เนท

ที่บ้านหลังนี้มีโต๊ะทำงานเล็กๆ (เล็กจริงๆ) ให้หนึ่งตัววางของไม่กี่อย่างก็เกือบเต็มแล้ว  ส่วนอินเตอร์เนท 7เหรียญรึ  ลองมาหาชื่อ Network ตามที่เขาบอกมายังไม่เห็นเลย  สงสัยซ่อนเอาไว้ต้องลงทะเบียน Mac Address จากเครื่องเราก่อนเครื่องคอมฯ เราถึงจะมองเห็น  ไม่เป็นไรลองให้เครื่องหาดูเครือข่ายอื่น ก็เจอเพียบเลย มีทั้งแบบที่ต้องใส่ password เข้าไป กับแบบที่พอลองเชื่อมต่อแล้ว เข้าได้เลย (ใจดีให้ใช้ฟรีซะงั้น--จะเรียกว่าแอบใช้ก็ได้) แต่ก็ต้องเสี่ยงเอาเพราะแบบนี้มีไม่มากแถมอยู่ไกล ติดๆหลุดๆ และช้าตามเรื่องตามราว(แอบใช้ของเค้าฟรีๆ แล้วยังจะบ่นอีก)

 

 PC160046

สภาพโต๊ะทำงาน

 

ส่วนพวกตู้เก็บของนั้น ไม่ต้องเรามีมาอยู่แล้วนั้นคือ กระเป๋าเดินทางใบยักษ์นั่นเอง  มีอะไรก็เก็บไว้ในนี้เผื่อฉุกเฉินไฟไหม้ก็ปิดซิบลากๆ ออกไปเลย

PC160045

ส่วนกระเป๋าอีกใบก็ใช้แทน "ตะกร้าเสื้อผ้า"  ไว้ใส่พวกเสื้อผ้าที่จะซัก  ถึงเวลาซักก็ปิดซิบแล้วลากๆๆๆ ไปห้องซักผ้า แล้วก็แยกเป็นกางเกงกับเสื้อยัดลงไปในเครื่องซักผ้า ปล่อยน้ำเข้า เทน้ำยาซักผ้าปิดฝา รอๆๆๆ ซักเสร็จก็เอาเสื้อผ้าออกมา ยัดเข้าตู้อบปล่อยให้มันอบไป รอๆๆ เมื่อแห้งหมดแล้วก็พับใส่กระเป๋าเดินทาง แล้วลากกลับห้อง จบข่าว

 

PC150040

ตู้เสื้อผ้าจริงๆ ห้องนี้มีสองตู้ เลยเก็บอีกตู้หนึ่งไว้เป็นตู้เก็บของ

 

เวลาไปร้านถ่ายเอกสาร ที่นี่เค้าจะให้ตลับผงหมึกมาให้เราเอาไปเสียบที่เครื่องถ่ายเอกสาร แล้วเราก็ถ่ายเอกสารเอง(ต้องใช้เครื่องเป็นนะ)  จากนั้นเมื่อถ่ายเอกสารเสร็จ ก็ถอดเอาตลับผงหมึกมา เค้าก็จะดูตัวเลขจำนวนที่เราใช้ไปแล้วเอาไปคิดตังค์ออกมา โดยไม่นับไม่แตะต้องเอกสารที่เราถ่ายเลย  หนึ่งนั้นคงเป็นเพราะคนน้อย และอาจกลัวมีปัญหากับเอกสารของลูกค้า เลยต้องใช้ระบบบริการตัวเองแบบนี้ แต่ก็สะดวกดี

นอกจากนี้เวลาไปซูเปอร์มาร์เกต(ที่อยู่ไกลถึงนอกเมือง) นอกจากเคาท์เตอร์คิดเงินแบบปกติแล้ว ยังมีแบบบริการตัวเอง ที่เป็นเครื่องให้เราไปสแกนบาร์โคดของที่ซื้อเอง กดเลือกวิธีจ่ายตังค์เอง ทั้งแบบเงินสด(ก็สอดแบงค์ให้เครื่องทอนตังค์) หรือแบบรูดบัตรเครดิตหรือเดบิต แล้วก็หยิบของใส่ถุงเอาเอง  ลองมาหมดแล้วสรุปว่าบัตรเดบิตสะดวกที่สุด แค่รูดการ์ดแล้วป้อนรหัส Pin 4 ตัวของ ATM ไม่ต้องให้พิมพ์ออกมาแล้วเซ็นชื่อให้ยุ่งยากเหมือนที่ในไทย ห้างบ้านเราน่าจะเอามาใช้มั่ง อ่ะๆ ไม่ต้องกลัวคนลักไก่ ที่นี่มีคนเฝ้าดูว่าใครกะจะโกงไม่ยอมยิงบาร์โคดสินค้า

 

PC090038

สิ่งของที่ต้องมีไว้ติดตัวเสมอเวลาออกจากบ้าน    ได้แก่ กระเป๋าสตางค์สองใบ (แยกเก็บบัตรเดบิต บัตรต่างๆ และเงินสด) เผื่อว่าหายใบหนึ่งก็ไม่หายไปทั้งหมด อย่างน้อยยังมีอีกใบ  พวงกุญแจและTag  นอกจากนี้ยังมีสมุดคู่ฝากกับสมุดเช็ค   ที่ลืมไม่ได้คือ passport   สำหรับคนต่างช่าติ passport ก็เหมือน ID Card ถ้าไม่มีไว้แสดงตนระวังจะถูกจับหรือติดต่ออะไรไม่ได้เลย

PC090034

พวกเหรียญต่างๆ  จากซ้ายมือ คือเหรียญ quarter หรือ 25 cent   ถัดมาคือ dime 10  cent แถวสามคือ 5 cent และสุดท้ายเหรียญสีแดงๆ คือ 1 cent  ทำไมเหรียญ 10 cent(ค่ามากกว่า) มันเล็กกว่า 5 cent ที่ค่าน้อยกว่าล่ะนี่ งงเลย

คริสต์มาสนี้จะไป Washington DC โดยไปสมทบกับเพื่อนๆ และน้องๆ จาก San Diego, Fargo, Virginia  จองตั๋วรถไฟไว้แล้ว คราวหน้ามารีวิวรถไฟ Amtrak  ดีกว่า  เทียบกับ รฟท แล้วจะเป็นยังไง (แค่ขั้นตอนซื้อตั๋วออนไลน์ที่นี่ก็กินขาดแล้วไม่นับวิธีการออกตั๋วด้วยเครื่องที่สถานีอีกนะ)

December 15

เพลงโบราณอาทิตย์ : นูโว : นิยามรัก

 

คลาสสิคมากๆ สำหรับเพลงนี้ เรียกว่าเป็นอีกเพลงหนึ่งที่ "ผู้ชาย" ควรจะร้องได้(เอาไว้จีบหญิง) นอกจากเพลง "ไม่ใช่ผู้วิเศษ"  อาจจะโบราณไปหน่อย แต่มันฟังกี่ทีก็ไม่เบื่อ  Entry หน้าจะขุดหาเอาที่โบราณๆ มาอีก

 

 
December 10

Daybreak's Bell , L' Arc~En~Ciel

 

 

เวอร์ชันเต็ม

 

เวอร์ชันตัด สำหรับเป็น Opening Title   Mobile Suit  Gundam 00

 

UD#1 card กับของที่ระลึก

 

เมื่อวันที่พุธที่ 5 ผ่านมา หลังจากได้จดหมายยืนยันการร้องขอบัตรเจ้าหน้าที่ จาก Sherry แล้ว เช้าวันพฤหัสบดีที่ 6 ก็เลยมุ่งหน้าไป student service  center เพื่อไปทำ UD#1 card ต้องค่อยๆ เดินเหมือนเดิมเพราะยังมีหิมะและน้ำแข็งอยู่เต็มพื้นเหมือนเดิมถึงแม้ว่าท้องฟ้าจะเริ่มโปร่งแล้วก็ตาม

เข้าไปถึง จะมีป้ายบอกว่าทำบัตรประจำตัวช่องไหน กรอกแบบฟอร์มร้องขอ สีเหลืองๆ ซึ่งจะมีช่องให้ใส่ชื่อนามสกุล และเลือกด้วยว่าเป็น

นักเรียน(Student) เจ้าหน้าที่(Employee)  คู่สมรสของนักเรียน(Student-Spouse)  คู่สมรสของเจ้าหน้าที่(Employee-Spouse)  และอื่นๆ(Other)  สำหรับผมก็ต้องเลือกอื่นๆ แล้วเขียนไปว่าเป็น Visiting Scholar ตามแบบฟอร์มที่ร้องขอไป

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เมื่อกรอกเสร็จเรียบร้อยก็เอาไปยื่นให้เจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งจดหมายร้องขอ กับพาสปอร์ต  เห็นกล้องวางตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นสกรีนสีเทา ขวามือเป็นกระจกให้ส่องดูความเรียบร้อย ก็ไม่ต้องรอให้ใครบอก จัดแจงถอดหมวกเสื้อกันหนาวถงุมือผ้าพันคอแขวนไว้ให้เรียบร้อย เหลือแต่ชุดสุภาพที่ใส่มาด้านใน

เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้หญิงวัยกลางคนท่าทางใจดีก็ยิ้มให้ บอกว่ามีราวแขวนเสื้อนอกอยู่ทางซ้ายใกล้ประตู  จากนั้นก็บอกให้ไปยืนตรงกลางสกรีนสีเทา ถ่ายรูปครั้งแรกเค้าบอกไม่ติดขอโทษที ขออีกครั้งไม่ถึง 15 วินาที ก็จัดแจงแต่งชุดกันหนาวไป ระหว่างที่รอให้เครื่องพิมพ์ พิมพ์บัตรของเราออกมา เจ้าหน้าที่เค้าก็ชวนคุยว่าเป็นยังไงบ้างหนาวมากไหม ชินกับหิมะหรือยัง เราก็บอกว่าเริ่มจะเรียนรู้วิธีการเดินไม่ให้ลื่นแล้ว เผอิญมาจากประเทศเขตร้อนก็เลยไม่เคยเห็นหิมะจริงๆซักที  เค้าก็บอกว่าใช่ๆ ต้องระวังพวกแผ่นน้ำแข็งมากกว่าหิมะ

 

PC080150 PC090032

UD1card สำหรับ visiting scholar ก็เลยเขียนว่า department เท่านั้นไม่ใช่ student สถานะคล้ายๆ กับคนทำงานชั่วคราว  ด้านหลังเป็นแถบแม่เหล็ก กับคำประกาศความเป็นเจ้าของของมหาวิทยาลัย

 

จากนั้นก็ไปห้องแลบต่อจนกระทั่ง 4 โมงเย็น ท้องฟ้าก็เริ่มครึ้มๆ มืดๆ ท่าทางจะมีหิมะตกอีกแล้ว  เลยรีบออกไปที่ธนาคาร Wilmington Trust อีกครั้งเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูล Contact Information เนื่องจากได้เบอร์โทรศัพท์มาใหม่นั่นเอง  แค่เข้าไปบอกเจ้าหน้าที่ด้านในสุด  เคาท์เตอร์ที่เคยไปแจ้งเปิดบัญชีว่ามาขอเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์มือถือ  เวลาที่บัตรเดบิตมา ก็ให้ติดต่อเบอร์นี้ แล้วเราจะได้เดินไปรับเองที่ธนาคาร  เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นหญิงวัยกลางคน(อีกแล้ว) ก็กล่าวขอบคุณพร้อมทั้งยิ้มให้เราก็ยิ้มสยามตอบไป  เท่าที่เจอมาไม่ว่าเจ้าหน้าที่ พนักงาน หรือว่าคนที่เผลอไปเดินเฉี่ยวกันส่วนใหญ่จะใจดี  อย่างเวลาเราข้ามถนนตรงทางม้าลายรถที่ขับมาเร็วขนาดไหนเขา ไม่ว่าจะมีกี่คัน  และไม่ว่าคนข้ามจะมีกี่คน เขาก็จะหยุดรถให้เราข้ามถนน ไปก่อน

ออกจากธนาคารมาได้สักพักก็เดินมาเรื่อยๆ ตาม main street เห็นร้ายขายของชื่ออะไรจำไม่ได้ แต่มีสินค้าที่เป็นสัญลักษณ์ University of Delaware พวกเครื่องเขียน เสื้อผ้า กระเป๋า อุปกรณ์เชียร์กีฬา  ผ้าพันคอ  มาสคอต(ไก่สีน้ำเงิน Blue Hen)ของมหาวิทยาลัย แก้วน้ำ พวงกุญแจ กระเป๋าตังค์ และอีกมากมายเดินยังไม่ทั่วร้าน แต่ก็ซื้อของมาเพื่อเป็นที่ระลึกเอาไปแจกคนที่เมืองไทย  แต่ซื้อมาคราวนี้น้อยไปหน่อย  ช่วงใกล้ๆ จะกลับเมืองไทย ค่อยไปเหมาอีกทีละกัน เพราะมีคนที่ต้องซื้อไปฝากเยอะมากทั้งที่เชียงใหม่ พะเยา และกรุงเทพ นับรายคนนี่ประมาณ ห้าสิบคน ก็คงถึงอยู่ 

 

จุ๊จุ๊.....  พอสำรวจดูของหลายอย่างแล้ว ส่วนใหญ่ก็ made in china แล้วสั่งตีตรามหาวิทยาลัยลงไปเท่านั้นเอง

 

 

PC080156 PC090008

 

ตัวอย่างของที่ไปซื้อมา ตั้งแต่พวงกุญแจ พวงกุญแจแบบที่ใส่ card ได้(ต้องแบะออก) ปากกา  ดินสอ และแถบแม่เหล็กรูปรัฐ Delaware ซึ่งเป็นรัฐแรกสุดของสหรัฐอเมริกา   ขวามือคือที่พวงกุญแจแบบที่เอาไว้ใส่ UD#1 card ได้ 

 

PC090031

เมื่อแบะออก แล้วใส่บัตรอะไรก็ได้ อีกด้านก็ใส่บัตรได้เช่นกันแต่จะไม่เห็นว่าบัตรอะไร  ส่วนช่องซิบก็เอาไว้ใส่เหรียญ แถบสีขาวด้านซ้ายมือพิมพ์ว่า made in China

 

แต่ถ้าถึงเวลากลับไทย บัตรนี้ต้องคืนให้ Student Sevice Center นะไม่งั้นภาควิชาจะโดนเก็บเงินไป 15 ดอลลาร์  ดังนั้นไม่สามารถเก็บไปเป็นที่ระลึกได้ นอกจากถ่ายเอกสารหรือถ่ายรูปเก็บเอาไว้ดูเล่น

December 09

หิมะแรกของปี

จริงๆหิมะแรกก็ตกมาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 3 แล้ว  เช้าวันอังคารที่ 4 ก็ปรอยๆ ลงมาตอนเช้า แล้วมาหนักสุดจนขาวโพลนไปหมดทั้งเมืองเอาตอนบ่าย เลยได้ถ่ายรูปจากกล้องของมือถือไปแล้วโพสท์เอาไว้ทันที  พอได้เบอร์โทรศัพท์ใหม่แล้วเลยรีปตาลีตาเหลือกกลับทีพักทันที เพราะหิมะทำท่าจะตกหนักมากในคืนนี้ 

เช้าวันพุธก็ไม่ผิดดังคาดเมื่อฟ้าใส โปร่งเชียวแต่ขาวโพลนไปหมด

PC060130รูปจากหน้าต่างห้องพัก ด้านล่างเป็นรถยนต์ของนักศึกษาชาวคอสตาริกากับใครก็ไม่รู้อีกคน

 

PC060131  นี่ก็อีกมุมหนึ่งหลังบ้าน

 

พอออกจากบ้านล๊อคกุญแจเสร็จเท่านั้นเองลางร้ายก็มาทันทีเมื่อหิมะที่ตกมาทั้งคืนจับตัวกันเป็นแผ่นน้ำแข็งบริเวณบันไดหน้าบ้าน เมื่อเหยียบปุ๊บก็ลื่นปั๊ป หงายหลังล้มเป็นครั้งแรกเนื่องจากหิมะหน้าหนาว

 

PC060135 อีกมุมหนึ่งของบ้านพัก ห้องข้าพเจ้าอยู่ชั้นสอง หน้าต่างขวามือด้านหลังบ้าน  ส่วนห้องนักศึกษาชาวจีนอยู่ทางซ้ายมือหน้าบ้าน

 

PC060134 นี่ก็อพาร์ทเมนต์ฝั่งตรงข้ามกับบ้านพัก

 

PC060137

สี่แยกแรกที่เดินมาถึง academy street ตัดกับ Kell Avenue

 

PC060141 ตามทางเดินแม้จะมีคนกวาดหิมะออกไปแต่เจ้าแผ่นนำแข็งบางที่ ยังหลงเหลืออยู่เวลาเดินต้องระวังให้ดีไม่งั้นจะล้มก้นจ้ำเบ้าอีก จะให้ปลอดภัยคือเลี่ยงไปเดินบนส่วนที่เป็นหิมะเลยดีกว่า เพราะก่อนหน้านี้มันก็คือสนามหญ้าดีๆ นี่เอง ถ้าใช้รองเท้ากันหิมะหรือกันน้ำได้ก็ไม่ต้องห่วงว่าเท้าจะเปียก

 

PC060140 บ้านคนแถวนี้ดูข้างนอกเล็กกระทัดรัด แต่ข้างในจัดวางพื้นที่ได้ดีทีเดียว แถมสร้างเร็วอีกต่างหาก

 

PC060142 นี่ก็ถนนที่ถูกกว่าหิมะไปเรียบร้อยแล้ว จะเห็นว่าฟ้าใสมาก

 

PC060143 สนามฟุตบอลหน้าหอพักนักศึกษา เต็มไปด้วยหิมะอีกเช่นกัน

จบแล้วดูเหมือนว่าหิมะจะตกมาตลอดจนกระทั่งวันเสาร์ก็หยุดแถมยังมีแดดจ้า ทำให้วันนี้หิมะแทบละลายไปหมดแล้ว 

แต่อย่าพึ่งวางใจ เดี๋ยวมันก็มาอีก

เปิดเบอร์โทรศัพท์ใหม่

 

เนื่องจากความไม่ค่อยจะได้เรื่องของ True Net Talk ที่ต้องฝากความหวังไว้กับเครือข่ายอินเตอร์เนตไร้สายที่หรือไม่ก็อุปกรณ์ไมโครโฟนหรือหูฟัง ที่เอาแน่เอานอนไม่ได้  ซิม 1-2-Callที่โรมมิ่งข้ามประเทศมานาทีละ 70 ก็ไม่ไหวแล้ว ประจวบกับความเครียดเรื่องที่พักและการปรับตัวกับสถานที่  อากาศ อาหาร วัฒนธรรม แถมยังติดต่อกับคนทางบ้านไม่ค่อยสะดวกนัก ทำให้เกิดความเครียดจัดแทบบ้า

โชคยังดีที่วันนี้(อังคารที่ 4) ไปคุยกับ John แล้วได้คำแนะนำเรื่องงานมาเลยพอมองเห็นว่าเราจะทำอะไรต่อไปได้บ้าง  แล้วก็นัดกันว่าจะประชุมกันเรื่องความคืบหน้าของงานสัปดาห์ละสองครั้ง  พุธ กับ ศุกร์ 10.30AM  

สี่โมงเย็นออกจาก Sharp Lab มุ่งหน้าสู่ Main Street ไปยังร้าน AT&T ตอนแรกกะว่าจะไปเก็บแค่โบรชัวร์ของร้านมือถือมาเท่านั้น แต่พนักงานนี่ว่องไวคล่องแคล่วอธิบายนู่นนี่ทันที  พอบอกว่าเราต้องการแค่ซิมโทรศัพท์แบบ prepaid (จ่ายก่อนก็พวก 1-2-call, True Move เติมเงิน นั่นแหละ) เธอก็หาโบรชัวร์มาให้สองแบบ  แบบจ่ายก่อนแต่คิดหักจากบัญชีผ่านบัตรเดบิตเป็นรายเดือน กับแบบซื้อบัตรเติมเงินมาขูดอย่างที่เห็นในเมืองไทย

แบบหักบัญชีก่อนใช้เป็นรายเดือนนั้นค่าโทรจะถูกกว่าแถมยังมีช่วงโปรโมชั่นพิเศษโทรฟรีตอนกลางคืนน่าใช้ทีเดียว ก็เลยตัดสินใจเอาแบบที่โทรฟรีตอนกลางคืนแต่ทว่าบัตรเดบิตที่ให้เค้าไปตัดบัญชีนั้น เป็นบัตรจากเมืองไทย แถมยังมีปัญหาที่ระบบไม่สามารถตัดยอดได้ ก็เลยจำเป็นต้องเปลี่ยนเป็นแบบซื้อบัตรเติมเงินมาขูด เรียกว่า  Pay as You  Go เสียค่าซิมไป 60 ดอลลาร์ แต่ได้ค่าโทรมา 25 ดอลล่าร์ พร้อมกันนั้นก็เลยเหมาบัตรเติมเงินใบละ 25 ดอลลาร์ มาซะ 8 ใบ จะได้ไม่ต้องมาเดินหาซื้อกันให้เมื่อย  สำหรับโทรศัพท์ที่อเมริกานี่  ไม่ว่าจะโทรออกหรือรับสายเราก็ต้องเสียค่า airtime นาทีละ  10 cent หรือ 0.1 ดอลลาร์นั่นเอง 

ส่วนการ์ดโทรต่างประเทศนั้นก็ได้การ์ดแบบถูกๆ นาทีละ 1 cent มา สรุปคือ โทรกลับบ้านที่เมืองไทยเองจะเสียเบ็ดเสร็จ 11 cent ต่อนาที หรือประมาณ สามบาทนิดๆ สำหรับโทรศัพท์ที่ซื้อมาจากเมืองไทยก็เลือกแบบ quad-band คือรับคลื่นระบบ GSM 850,900,1800,1900 Mhz ได้ จึงไม่มีปัญหา(ไม่ต้องซื้อเครื่องใหม่)

PC080154 หน้าตาบัตรโทรศัพท์แบบขูดของ AT&T เขาล่ะ ใบใหญ่เชียว แสดงด้านหน้าและหลัง

 

PC080005 PC080006

นี่คือซิมแบบ prepaid unlimited pay as you go (จ่ายเท่าที่เอ็งอยากจะโทรไปหรือรับสาย) เห็นสัญลักษณ์เหมือนลูกไฟสีส้มนั้น มีเขียนว่า 3G ซึ่งแสดงว่าระบบโทรศัพท์บ้านเมืองนี้เข้าสู่ยุค 3G แล้ว (Newark นี่ถือว่าบ้านนอกมากๆ เลยนะ)   ในขณะที่บ้านเรายังกล้าๆ กลัวๆ กันอยู่ 

 

 

 

PC090021

เมื่อใส่ sim แล้ว เครื่องก็จะเจอเครือข่าย AT&T

 

สำหรับซิมเบอร์นี้ถ้าจะกลับเมืองไทยเมื่อไหร่ก็จะทิ้งไว้ให้เพื่อนพี่น้องคนไทยในเดลาแวร์เก็บเอาไว้ เผื่อใครขัดสนหรือมีคนมาเรียนต่อ ทำวิจัย หรือทำงานที่นี่  ก็จะได้ให้เค้าเอาไปใช้ได้เลย ถึงหอบกลับไปเมืองไทยก็ไม่ได้ใช้งานอยู่ดีแหละ ส่วนระหว่างเดินทางกลับไปสนามบินที่ฟิลาเดลเฟียหรือลอส แองเจลลิส ก็มีบัตร  Love Philadephia ไว้ใช้กับตู้สาธารณะซึ่งก็ยังเหลืออยู่มากกว่า 90 นาที

ว่าแต่ว่าตอนนี้ Sim 1-2-Call หายไปไหนแล้วเนี่ยหาไม่เจอ

 

บัตรโทรกลับเมืองไทยก็ซื้อต่อบัตร แฟนฉัน 1 cent ตัวจริง จากพี่แป้งมาเหลืออยู่ 3 ดอลลาร์นิดๆ 99 นาที  แล้วก็ฝาก Need ซื้อพิน รักจัง 1 cent ตัวจริง(อีกแล้ว) 20 ดอลลาร์ โทรกลับไทยได้ 2000 นาที   แต่ไม่มีตัวบัตรหรอกนะเพราะสามารถเลือกพินที่เราจำง่ายๆ ได้เองแล้วสั่งทางเนตโดยหักผ่านบัตรเครดิต ตอนนี้ยังไม่ได้บัตรเดบิตจากทางธนาคาร เลยต้องอาศัยฝากพี่น้องคนอื่นๆซื้อให้ แล้วฝากเงินสดไปให้ทีหลัง  ก็ต้องขอบคุณทุกคนไว้นะโอกาสนี้ด้วย ไว้ได้บัตรของตัวเองเมื่อไหร่ต่อไปก็คงจะสามารถซื้อได้เองแล้ว

  PC090027 บัตรแฟนฉัน 1 cent ตัวจริง

เดินทางสู่ที่พัก

 

หลังจากเดินทางมาถึงบ้านพี่แป้ง ได้พบกับคนไทยมายมายที่อยู่ที่นี่ แต่จำชื่อได้ไม่หมดเลยครับ จำได้แต่หน้าเพราะสมองเบลอมากๆ  หลับไม่เต็มอิ่มแถมยังเครียดกับการเดินทางอีกที่พอจำชื่อได้แม่นที่สุดก็พี่แป้ง พี่ฝน พี่ต้น พี่พัท  ส่วนคนที่เหลือ จำหน้าได้หมดทุกคนเลยครับ  แต่ชื่อนี่ยังเป็นปัญหาจริงๆ ยังไงก็อย่าพึ่งน้อยใจนะครับ   จะพยายามเรียกความทรงจำกลับมาให้ได้ คาดว่าผมคงได้รบกวนทุกคนบ่อยๆ ^_^

หลังจากการสลบเหมือดตั้งแต่บ่ายโมงถึงหนึ่งทุ่มตอนนั้นยังฝันอยู่เลยว่าอยู่เมืองไทย พอสะดุ้งตื่นก็ฝันสลายกลับสู่ความจริงว่าต้องขนของขึ้นรถ โดยใช้รถพี่ต้น(ถ้าผิดพลาดก็ขออภัย) ขนกระเป๋าทั้งสี่ใบ รวมทั้งหม้อหุงข้าวที่ได้รับบริจาคมาจากพี่หม่อน ขนของท่ามกลางอากาศอันหนาวเหน็บและฝนตกอีกต่างหาก  หลังจากเดินทางไปถึงบ้านเลขที่ 100 Water works lane, Newark, DE, 19711 แล้ว ก็เข้าไปในบ้านไปดูสภาพห้องซึ่งปรากฏว่า ยังไม่ได้ทำความสะอาดหรือเก็บของอะไรให้เลย เตียง หรืออุปกรณ์อะไรก็ไม่มี สร้างความหัวเสียให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่ติดต่อไว้แล้วว่าจะเข้าพักวันนี้ เจ้าคนดูแล(ลูกเจ้าของบ้านซึ่งก็รู้มาแล้วว่าพ่อเค้าเป็นศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การอาหารชาวบังคลาเทศซึ่งทำงานอยู่ที่นี่)  ดันบอกว่า "นึกว่าแค่มาทำสัญญา"  คิดอะไรชุ่ยๆ คนเค้าเดินทางข้ามประเทศข้ามโลกมาจะให้ไปนอนโรงแรมหลังจากทำสัญญาแบบจ่ายเต็มเดือนหรือไง  จ่ายตั้ง 425 ต่อเดือนแล้วก็จ่ายแบบเต็มเดือนด้วย แต่สองวันแรกก็ไม่ได้อยู่แล้ว แล้วยังมาทำอะไรคิดอะไรแบบนี้อีกแย่มากเลย 

 

265932 รูปบ้านที่พักอยู่

 

วันนี้ก็เลยได้ทำแค่สัญญาอยู่เดือนละ 425 ดอลลาร์ มีห้องส่วนตัว  แชร์ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องนั่งเล่นกับผู้เช่ารายอื่นที่มีอยู่แล้วอีกสองคน   ตอนแรกพี่แป้งบอกว่าห้องที่มาดูให้ตอนแรกเป็นห้องที่ใหญ่กว่านี้อยู่ทางทิศใต้ แต่พอมาอยู่จริงดันให้อยู่ห้องที่เล็กลงทางฝั่งเหนือ เพราะมีนักศึกษาจากคอสตาริกา มาทำสัญญาเอาห้องนั้นไปแล้ว(ซะงั้น)  จากนั้นก็ล่าถอยกลับไปนอนบ้านพี่แป้งหนึ่งคืน  โดยบอกว่าจะย้ายเข้าในวันรุ่งขึ้น(3 ธันวาคม)  ตอนสามทุ่ม ให้ทำความสะอาดและเอาเฟอร์นิเจอร์มาใส่ให้เรียบร้อยตามสัญญา  ที่ตลกคือครั้งแรกที่พี่แป้งมาติดต่อเค้าบอกว่า 425 นี่รวมน้ำไฟ และอินเตอร์เนต ทุกอย่าง แต่พอถึงเวลาจริงกลับบอกว่า 425 จ่ายให้พ่อผม แต่ค่าอินเตอร์เนท จ่ายให้ผมอีก 7 ดอลลาร์ (เอาเข้าไป พวกแขกนี่คบยากใช้ได้เลย) วันนี้เลยจ่ายไป 425 สำหรับเดือนแรกกับค่าประกันอีก 425

100 Water Works Lane,อยู่ใกล้ๆ กับ Lewis Park  ส่วนSharp  Lab ที่มาทำงานอยู่ตรงหัวมุมถนนที่ S college Ave ตัดกับ Delaware Ave
100 Water Works Lane,อยู่ใกล้ๆ กับ Lewis Park ส่วนSharp Lab ที่มาทำงานอยู่ตรงหัวมุมถนนที่ S college Ave ตัดกับ Delaware Ave

 

หลังจากถอยทัพกลับมาได้คืนหนึ่ง วันต่อไป (จันทร์ที่ 3 ธันวาคม) ก็ต้องไปที่ Sharp Laboratory ซึ่งอยู่บริเวณ หัวมุมถนน           S College Ave ตัดกับ E Delaware Ave (ก็ตรงลูกศรสีน้ำตาลที่ชี้ไปทางขวามือนั่นไง)  โดยน้อง...(T_Tลืมชื่ออีกแล้ว)  ขับรถมาส่ง จากนั้นก็เข้าไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ผู้แสนใจดี จำได้ว่าชื่อ Jennifer กับ Sherry  เค้าก็ช่วยเหลือทุกอย่างขออะไรไปก็ตอบมา  Sherry ให้แบบฟอร์มสีชมพู กับสีขาวมากรอกพร้อมทั้งบอกให้ไปรายงานตัวที่หน่วย Student Service Center ว่าเดินทางมาแล้วนะ   โดยเอาแบบฟอร์มรายงานตัวสีชมพูที่กรอกแล้วไปให้เจ้าหน้าที่ Student Service Center  

วันนี้พี่แป้งก็เลยไปเป็นเพื่อนส่งไปที่ Student Service Center ไปรายงานตัวเสร็จก็ให้แบบฟอร์ม(อีกแล้ว) แล้วให้ไปซื้อประกันชีวิต แล้วค่อยเอาแบบฟอร์มกับหลักฐานการซื้อประกันชีวิตมาให้เค้าใหม่     จากนั้นก็ให้เลขประกันสังคมแบบชั่วคราวมา นำไปมอบให้ Sherry เพื่อร้องขอทำบัตรประจำตัว (ถ้าเป็นเกม RPG เขาเรียกทำ Quest เอา Item)

จากนั้นพี่แป้งก็พอไปกินข้าวกลางวัน โดยไปที่ร้านอาหารจีนที่ main street ราคาก็หลากหลายตั้งแต่ 2-10 ดอลลาร์ แถมมีเมนูพิมพ์เป็นใบปลิวแจกไม่อั้นเลยเอามาสักอัน  

PC080001

 

 

 

 

 

 

อันนี้ของร้าน No.1 Chinese Restaurant  ตรง Main Street 

 

PC080002 อันนี้ของร้าน Happy Garden Chinese Restaurant ตรง Ekton Road

 

ร้านอาหารจีนทั้งสองร้านถ้าสั่งยอดเกิน 10 ดอลลาร์ มีบริการส่งถึงที่บ้านด้วย

ทานข้าวกลางวันเสร็จสรรพพี่แป้งก็พาไปดูของที่ร้าน Dollar Tree ที่ของทุกอย่างในร้านราคาเพียง 1 ดอลลาร์ เท่านั้น อารมณ์เดียวกับตลาดนัดร้านทุกอย่าง 35 บาทในบ้านเรา  แต่ของดีกว่าเยอะ แต่คุณภาพก็ต้องเสี่ยงดูเอา วันนี้ไปซื้อถ่านพานาโซนิคมา 2แพคมาใส่กับกล้องดิจิตอล แพ็คแรกใส่เข้าไปถ่ายไปได้ไม่กี่รูปบอกแบตหมด  เลยเปลี่ยนเอาแพคที่สองมาก็ไม่มีปัญหาอะไร จากนั้นพาไปร้านขายของของคนจีน มีพวกอาหารผัก ซอส เครื่องปรุง ข้าว เส้นบะหมี่ ตะเกียบ น้ำปลา เนื้อ เต้าหู้ จิปาถะทุกอย่างสำหรับอาหารจีนแต่ก็มีเครื่องปรุงจากไทยบ้าง  คนขาย(ก็เป็นคนจีน)ใจดีมาก ขนาดเราซื้อของจากร้าน Dollar Tree แล้วถุงขาดเผอิญไปซื้อของร้านเค้า ก็เลยขอถุงมาอีกใบเค้าก็ใจดีหยิบให้ เซี๋ยๆ ขอบคุณ

 

จากนั้นก็ไปธนาคาร Wilmington Trust เพื่อเปิดบัญชีโดยพี่แป้งพาไปเอา ดราฟท์ไปฝาก 7500 รวมกับเงินสดอีก 2400 รวมเป็น 9900 เปิดบัญชีแบบไม่ให้เงินต่ำกว่า 4000 จะได้สมุดเช็คมาให้ใช้ด้วย ส่วนบัตรเดบิตก็รอไปก่อนสักสัปดาห์หนึ่งเค้าจะติดต่อมา เจ้าหน้าที่เป็นหญิงสูงอายุท่าทางใจดียิ้มแย้มแจ่มใส ถามว่าจะให้ส่งบัตรไปให้หรือมารับเอง ก็บอกว่ามารับเองปลอดภัยกว่า ธนาคารก็ไม่ได้ไกลจากห้องแลบเท่าไหร่  เมืองเล็กๆ ที่ถนนสายหลักอย่าง main street มีแค่สองเลน(เล็กกว่าลำพูนซะอีก)

 

PC080001 หน้าตาสมุดเช็ค(บน)กับสมุดคู่ฝาก(transaction register) ซึ่งเราต้องมาลงรายการเบิกจ่ายเอง ไม่มีตู้ปรับยอดเหมือนธนาคารบ้านเรา

 

PC080151 อันนี้เป็นแฟ้มเอาไว้ใส่เอกสารสำคัญสำหรับลูกค้าใหม่  สีดำขาวสวยเท่ดี

 

จากนั้นก็กลับไป Sharp Lab ได้พบกับ Prof. John Bieber  ที่จะมาทำวิจัยด้วย พี่แป้งบอกว่าแกเป็นคนเงียบๆ แต่ใจดีมีอะไรก็ช่วยหมด เป็นคนสบายๆ เจอกันครั้งนี้เลยได้แค่นัดกันว่าจะมาคุยกันอีกที วันอังคารที่ 4 เวลาบ่ายโมง  ตอนเย็นสักหนึ่งทุ่มออกมาจากห้องแลบหิมะก็ตกแล้ว (มาถึงหิมะก็ตกรับขวัญกันเลยทีเดียว) ไปขนของที่บ้านพี่แป้ง แล้วพี่ต้นกับพี่แป้งก็ขับรถพาไปส่งที่พัก ซึ่งคาดว่าจะทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว แต่หาเป็นเช่นนั้นใหม่  เพราะมันไม่ได้สะอาดตามมาตรฐานของคนไทยอย่างเราเลย เตียงได้มาเป็นฝูกสองก้อนวางเรียงกันบนฐานที่มีล้อเลยสั่งให้เอาฐานที่มีล้อออกไปไม่งั้น ใต้เตียงจะกลายเป็นที่เก็บฝุ่นซะเปล่า  จากนั้นก็ขอให้เอาเครื่องดูดฝุ่นมาดูดๆๆๆ  ฝุ่นออกจากพรมให้เรียบร้อย  ดีที่มีตู้เย็นเล็กมาให้หนึ่งตู้จะได้ไม่ต้องไปปะปนกับของๆ เจ้าของ ในตู้เย็นใหญ่ซึ่งเละเทะมากๆ ยิ่งในครัวไม่ต้องพูดถึงไม่สะอาดเลย เตาไมโครเวฟก็ไม่สะอาด เรียกได้ว่าเข้าขั้นสกปรกทีเดียว เฮ้อ............  

วันหลังค่อยไปซื้อเครื่องครัวมาทำกินเองดีกว่า ส่วนเตาไมโครเวฟน่ะ เมตตาทำความสะอาดให้เค้าหน่อยละกันถือว่าเอาบุญ ส่วนวันนี้ได้ไม้แขวนเสื้อกับผ้าปูที่นอนจากพี่แป้งมาก็เลยจัดเข้าของใส่ตู้เสร็จปุ๊บก็เพลียนอนสลบไสลตื่นมาอีกทีตี 3

December 08

มุ่งหน้าสู่ Newark แห่ง Delaware

หลังจากรอเครื่องบินดีเลย์จนเงก ที่วอชิงตันครบชั่วโมงแล้ว  เจ้าหน้าที่ก็ประกาศเรียกผู้โดยสาร  ก็เดินเข้าไปยื่นตั่วแล้วได้หางตัวคืนกลับมา เดินไปตามทางเดิน ซึ่งติดพื้นดิน หาใช่งวงช้างหรือรถชัตเติล อย่างที่เคยเจอไม่  แต่เป็นอุโมงกระจกขุ่นๆ ด้านล่างปล่อยให้ลมเย็นโกรกเข้ามา แล้วก็ไปให้เจ้าหน้าที่ติด Tag ให้กระเป๋าที่ carry  on มา  แล้วเดินออกไปที่ลานจอด ซึ่งนอกจากอากาศจะเย็นมากแล้ว ลมยังแรงอีกต่างหาก จากนั้นก็เอากระเป๋าที่จะ carry on ไปวางไว้บนชั้นเหล็ก เหลือแต่เป้ใส่โน้ตบุ๊คสะพายขึ้นเครื่องบิน  เครื่องลำนี้ขนาดเล็กมาก นั่งได้ประมาณ 30 คน  ก็ประมาณเครื่องบินจาก เชียงใหม่ไปปาย นั่นแหละ แต่ใหญ่กว่าหน่อยเท่านั้นเอง

พอขึ้นเครื่องซึ่งมีแอร์โฮสเตสอยู๋คนเดียวก็ทำพิธีการอธิบายระเบียบความปลอดภัยเหมือนเดิม แต่เจ๊แกพูดเร็วมากจนฟังไม่ทัน แต่ยังไงก็พูดจาสุภาพเรียบร้อยดี ใส่ใจผู้โดยสารใช้ได้เลยทีเดียว

แล้วเจ้าเครื่องบินเล็กก็ทะยานขึ้นสู๋ท้องฟ้าอันเต็มไปด้วย หมอกขาวโพลนไปหมด จนมองไม่เห็นอะไรเลย สำหรับนักบินคงต้องพึ่งเครื่องมือตรวจวัดและหน้าปัดบนคอกพิทเท่านั้น  ใจเราก็เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ จะรอดมั้ยนี่ ลำเล็กขนาดนี้ เจอลมแรงๆนี่ก็ไม่ไหวเหมือนกัน แถมยังรู้อีกว่าที่ สนามบินฟิลาเดลเฟียฝนก็กำลังตกอีกต่างหาก

เวลาผ่านไปไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเครื่องลำน้อยก็ร่อนลงจอด ณ สนามบินฟิลาเดลเฟีย อย่างสวัสดิภาพ พร้อมทั้งฝนตกพอให้รู้ว่าเปียก เมื่อลงจากเครื่องก็ต้องรีบไปเอากระเป๋าที่ส่งมา ระหว่างทางเห็นตู้ขายบัตรโทรศัพท์เลยต้องหยอดซะหน่อยเดี๋ยวจะติดต่อกับรุ่นพี่ที่จะไปพักอยู่ด้วยชั่วคราวและเป็นคนติดต่อหาที่พักให้  ดีที่พกเงินสดมาเยอะก็เลยจัดการหยอดๆ ซื้อบัตรโทรศัพท์มา 50 ดอลลาร์ คุยได้ 100 นาที แพงจริงๆ  แต่ก็จำเป็นต้องใช้

 

 

                                                                                PC080145

   หน้าตาบัตรโทรศัพท์ที่ได้มา Love Philadelpia  50 ดอลลาร์ 100 นาที โทรไปต่างประเทศได้ด้วย เดี๋ยวขากลับเมืองค่อยใช้อีกให้หมดเลย

 

เดินไปตามป้าย  Baggage claim  ลงไปยังเทอร์มินอล D ซึ่งจะเป็นที่ๆ กระเป๋าของ United Airline จะมาโหลดขึ้นที่นี่ พอลงไปปุ๊บ โอ เมืองฟิลาเดลเฟียอันใหญ่โตแต่แท่นสายพายพากระเป๋าและขนาดของสถานที่เล็กกว่าของสนามบินสุวรรณภูมิเสียอีก(ภูมิใจซะ)  ถ้าคนมาพร้อมกันเยอะๆ นี่คงแออัดกันน่าดู  เมื่อหาประเป๋าใบใหญ่สองใบได้แล้วก็ใจชื้นขึ้นหน่อย นึกว่าจะหายซะแล้ว จากนั้นก็ไปเอารถเข็นทีต้องเสียค่าใช้งาน 3 ดอลลาร์ ออกมา (แหมที่  LA เค้าให้ใช้ฟรี) แล้วหาตู้โทรศัพท์แล้วก็กดพินตามบัตรที่ซื้อมาเพื่อโทรไปรุ่นพี่  แต่ละครั้งที่กดปุ่มลงไปนั้นแฝงด้วยความตื่นเต้น เพราะไม่รู้ว่าจะใช้ได้หรือเปล่า  พอปลายสายรับได้ยินเสียง "คนไทย" ก็ใจชื้นขึ้นทันที เลยรีบถามรุ่นพี่ไปว่าจะไปบ้านเขาได้ยังไง เพราะรถ delaware express ที่จองไว้เขาจะมารับหรือเปล่าก็ไม่รู้เพราะเรามาสาย  รุ่นพี่ก็บอกว่าก็ยังสามารถโทรเรียกให้เค้ามารับได้(ก็เราเป็นลูกค้านี่นา) พอได้รับคำแนะนำเสร็จสับก็เดินไปที่เคาท์เตอร์ transport อะไรสักอย่าง เพื่อขอเลขคิว แล้วบอกเค้าว่าจองรถของบริษัทอะไรไว้ ซึ่งก็คือ Delaware Express เค้าก็บอกให้เรากดโทรศัพท์ไปเบอร์  24 เพื่อติดต่อพนักงานของ Delaware Express เอง

พอสายติดก็บอกเขาไปว่าเราจองไว้ด้วยเลขลำดับการจองที่เท่าไหร่ก็ว่าไป  ทางนู้นเลยถามว่าทำไมมาสาย ก็บอกไปว่าเกิดความผิดพลาดนิดหน่อยทำให้ล่าช้า  สักพักเค้าก็ถามเราว่าตอนนี้อยู๋เทอร์มินอลไหน ก็ตอบไปว่าเทอร์มินอล D  งั้นให้รอประมาณ 20 นาทีนะแล้วก็จบ รอต่อไป  เมื่อรถ shuttle คันไหนมาถึง เจ้าหน้าที่หน้าเคาทเตออร์คนที่ออกบัตรคิวให้ก็จะเรียกหมายเลขนั้น   พอถึงคิวข้าพเจ้าลำดับ 59 ได้ยินเสียงปุ๊บ ก็เข็นรถเข็นไปทันที แต่หารู้ไม่ว่าเข็นออกไปผิดทาง(ฮาฮา) หน้าแตกยับเลย เลยเข็นกลับเข้ามาในเทอร์มีนอลใหม่แล้วไปออกอีกประตูหนึ่ง   ออกมาข้างนอกฝนก็ตกลมก็เย็นมองหารถ delaware express สักคันก็ไม่มีป้ายบอก ลุงคนขับแทกซี่ที่ยืนจังก้าอยู่ก็ถามว่าจะไปแทกซีรึ รวมถึงพวกแทกซี่ที่รอดักผู้โดยสารคนอื่นๆ ด้วย แต่เราบอกว่าไม่ ถามหากแต่ delaware express อย่างเดียว 

และแล้วก็เจอจนได้เมื่อ ผู้หญิงสวมเสื้อคลุมสีดำและรถยนต์เชพโรเลตออปตราสีดำสุดหรู ชะเง้อมาสบตาแล้วบอกว่า นี่คือรถจาก delaware express ก็ลากกระเป๋าพนักงานเค้าก็ช่วยขนของกระเป๋าใส่ท้ายรถ แล้วก็ออกเดินทางทันที  เนื่องจากก่อนเดินทางได้ทำการจองทางอินเตอร์เนทพร้อมทั้งระบุชื่อผู้โดยสารกับสถานที่ไปส่งแล้ว เลยไม่มีปัญหาอะไร  คนขับเค้าแค่ป้อนข้อมูลที่อยู่ในอุปกรณ์นำร่อง GPS และแผนที่นำทาง ขับไปเรื่อยๆ

 

นี่แหละรถที่มารับ จองไปเป็นแบบรถตู้ แต่ดันได้รถหรูมาแทนในราคารถตู้

 

ระหว่างนั้นคนขับก็ชวนคุยว่าทำไมมาช้าจัง ก็ตอบไปด้วยซื่อว่า ล่าช้าที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองที่แอลเอ เค้าก็อ๋อ เข้าใจๆ  เรื่องธรรมดา เพราตอนแรกนึกว่าเพราะสภาพอากาศทำให้เครือ่งมันดีเลย์  แล้วก็คุยนั่นคุยนี่ถามว่าเรามาจากไหน ก็บอกว่ามาจากไทยแลนด์  เค้าก็ตื่นเต้นใหญ่เลย บอกว่าแม่ของเขา(พนักงานขับรถ) เคยไปเที่ยวเมืองไทยแล้วประทับใจมากๆ  ระหว่างทางก็คุยเรื่องนั้นเรื่องนี้สภาพอากาศที่ไทยที่เดลาแวร์เป็นยังไง ชี้ให้ดูว่านู่นแม่น้ำอะไร นี่แม่น้ำอะไร โรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ตรงไหน รู้สึกแปลกๆ ที่ต้องขับรถชิดขวาแทนที่จะชิดซ้าย  และสัพเพเหระ  จนถึงที่หมายปลายทางด้วยสวัสดิภาพ จ่ายค่ารถ 38 ทิป อีก 7 ตามที่ระบุในใบจอง

ทั้งหลายทั้งปวงมานี้พูดกับชาวบ้านเป็นภาษาอังกฤษคิดว่าร้อยละ 80 ก็พูดจากันรู้เรื่อง จะงงๆไปบ้างถ้าเค้าพูดเร็ว และเราพูดไม่ชัด